Posts filed under 'Uncategorized'
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9500000144301
ไปอ่านข่าวนี่มาว่า สถานีตำรวจจะทำให้มี Bio-diesel เพื่อสนองตามพระราชดำรัสในหลวงเมื่อวาน
คือในฐานนะนักวิทยาศาสตร์ ผมไม่อยากขัดแต่อยากถามว่า…ได้คิดศึกษาผลกระทบแบบเป็นกลางหรือยัง ว่าใช้แล้วมันถูกกว่าในระยะสั้น ระยะยาว ระยะกลาง และ มีความเสี่ยงอย่างไร และจะมีผลกระทบอย่างไรกับสิ่งแวดล้อม และจะต้องปลูกเท่าไหร่ โรงงาน process เท่าไหร่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่อินโดนีเซียถึงขั้นถางป่า ปลูกสบู่ดำ รักในหลวงไม่ได้ผิดอะไร แต่รักอย่างมีสติหน่อยสิ
เพราะผมเห็นกี่ทีนะครับ นักวิชาการทั้งหลายเนี่ย จบเอกจบโท แต่ไม่มีปัญญาจะวิจารณ์สิ่งที่ในหลวงคิดค้นอย่างนักวิชาการ เห็นมาหลายหัวแล้วครับ จบการศึกษาดี ๆ มาตรงแนวมา แต่วิจารณ์เป็นแค่ เศรษฐกิจพอเพียงดีเพราะในหลวงบอก ไร้สาระเป็นบ้า จริง ๆ นะ ใช่ในหลวงท่านก็ทรงฉลาดพอตัว และเป็นคนดี แต่สิ่งที่ท่านบอกท่านคิดค้นเนี่ยจะดีอย่างที่ท่านอยากให้เป็นหรือเปล่า ทำให้นึก รัชกาลที่หก ทรงเซ็งที่ไม่มีใครวิจารณ์งานเขียน ก็เลยต้องใช้นามปากกา
ก็เลยบ่นหน่อยว่า นักวิชาการทำตัวเป็นนักวิชาการหน่อยครับ
December 5th, 2007
ไม่ได้อ่านประชาไท มาน้านนาน วันนี้ได้ไปอ่านมาหนึ่งอันแล้วหงุดหงิดมาก แต่โทษไม่ได้เพราะคนเขียนไม่ค่อยจะได้รู้เรื่อง สิ่งที่เค้าเขียนในทางเทคนิคเท่าไหร่ เอาตัวเลขมาหลอกให้คนกลัวได้ แต่ว่าเค้าไม่ได้เพราะเค้าไม่ได้ศึกษาด้านนี้โดยตรง แต่ที่จะว่าคือ การเลือกหลักฐานเพื่อสนับสนุน point ตัวเองโดยไม่ได้คิดเลยว่าตัวเลขพวกนั้นหมายความว่าอย่างไร ไม่ใช่วิสัยของนักวิชาการ คนอ่านมักจะตกใจโดยไม่ได้คิดอะไรเลย ดูได้จากปรากฏการสนธิ ที่คนเชื่อเข้าไปได้ -_-
บทความที่ว่า http://www.prachatai.com/05web/th/home/10448
อย่าไปมองว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลเถื่อนขออย่างเดียว ลองมองในส่ิงที่เขาเสนอ เฉย ๆ แล้วตัดสิน ผมก็ไม่ได้สนับสนุนให้หลับหูหลับตาตั้งหน้าตั้งตาทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เราต้องถามตัวเองก่อนว่าเราพร้อมจะสร้าง และดูแลหรือยัง ตอนนี้ผมก็ตอบไม่ได้ ผมรู้จักนักเรียนไทย ที่เรียน Nuclear Engineering แถวนี้คนเดียว ที่เมืองไทยรู้จักคนที่จบด้านนี้มาสองคน
แต่ก่อนอื่นผมเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ผมเข้าใจว่าของพวกนี้มันทำงานอย่างไร แต่ผมไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือ ระเบิดนิวเคลียร์เป็นช้ินเป็นอันหรอกครับ ไม่ใช่ expertise ของผมต้องถามพวก engineer เอาว่าสร้างยังไง
เอาละการทำตัวเลขให้น่ากลัว(คล้ายกับวิธีการที่ Global Warming หลายคนทำ) ตัวเลขมันจริงแต่ไม่น่ากลัวถ้าเข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร
อย่างเช่นคุณใจเขียนว่า “เตานิวเคลียร์หนึ่งแห่งผลิตกากนิวเคลียร์ประมาณ 25-30 ตัน” อ่านไม่ดีก็จะบอกว่าโหตั้ง 25-30 ตันแหนะ ถ้าได้คิดหน่อยก็จะถามว่ามันแปลว่าอะไร(วะ) 25 ตันนี่เราต้องสร้างกี่ปี แล้ว 25 ตันเนี่ยมันเยอะขนาดไหน
ลองมาคิดกันว่าถ้าเมืองไทยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์หมดเนี่ย ปีนึงจะสร้างกากนิวเคลียร์กี่ตัน แล้วมันใหญ่ขนาดไหน
1000 MWe ใช้ 25 ตันต่อปี (1000 MWe ~ 80,000,000,000 kWe-hour ในหนึ่งปี (แปดหมื่นล้าน)) http://www.uic.com.au/wast.htm
เมืองไทยใช้พลังงานไฟฟ้า 200,000,000,000 kWe-hour(สองแสนล้าน) http://fridaycollege.org/index.php?file=energy&obj=forum.view(cat_id=en_news,id=16)
เพราะฉะนั้นถ้าเมืองไทยใช้พลังงานนิวเคลียร์หมดเลยเนี่ยจะใช้ fuel 62 ตันต่อปี
เอาหละถ้าได้คิดอีกหน่อยก็จะบอกว่า ไม่มีไอ้บ้าที่ไหนสร้างพลังงานในประเทศมาจาก นิวเคลียร์ 100% หรอก อย่างเช่นพลังงาน หนึ่งในหกของประเทศอเมริกาเท่านั้นที่มาจากหลังงานนิวเคลียร์
และ โรงงาน 1000 MWe ก็ไม่สามารถ operate ที่ full capacity ได้ทั้งปี (เดาว่าใช้ได้ 80% ของ spec ละกัน)
รวมเลขทั้งหมดนี้ประมาณการตัวเลขที่สมจริงขึ้นมาหน่อยได้ว่า 13 ตันต่อปี ถามว่ามันใหญ่ขนาดไหน
ความหน่าแน่น กากกัมมันตรังสี(ไม่ต่างจาก Uranium มาก) คือ….19 ตัน ต่อลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นเราผลิตกากนิวเคลียร์ ประมาณ 1 ลูกบาศก์เมตรต่อปี(90% เป็นพวกที่เก็บไว้ไม่เกินสิบปีก็ไม่เป็นอันตรายแล้ว(ที่เอาไปทำกระสุนตามที่คุณใจบอกในบทความ แต่เอาไปยิงคนในอิรัคหรือเปล่านี่ไม่รู้)) น้อยนิดกระจิ๋วริ๋ว
ไม่ได้เยอะมากมายขนาดนั้น ที่คุณใจบอกว่า 25-30 ตันเนี่ยเดาว่าคุณใจเค้าคงไปเอาตัวเลขมาโดยไม่ได้คิดว่าแปลว่าอะไร (หน่วยมันไม่ได้่บ่งบอกความน่ากลัวอะไรเลย)
แต่ถามผมว่าควรสร้างหรือเปล่า ผมจะบอกว่าไปรวม expert คนไทยมาก่อนแล้วให้เค้าทำรายงานมาให้คนดู นักการเมืองเถียงกันเรื่องวิทยาศาสตร์ มันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย
แล้วอีกอย่าง Nuclear Bomb กับ Nuclear Power Plant เนี่ยถึงจะมีคำว่า Nuclear เหมือนกัน หลักการคล้ายกัน ให้ไอ้คนที่มันทำ Nuclear Power Plant เป็นไปทำ Nuclear Bomb มันก็ทำไม่เป็นอ่ะครับ(แต่ถ้าศึกษาต่อก็พอทำได้ (เค้าเอานักฟิสิกส์มารวมหัวกันเพื่อทำลูกแรก ถึงหลายคนจะปฏิเสธเข้าร่วมก็ตาม))
นั่นแหละครับผมอยากฝากไว้แค่ อ่านอะไร อย่าตกใจ แต่ให้คิด อย่าหลอกตัวเองว่าเข้าใจ
http://fridaycollege.org/index.php?file=energy&obj=forum.view(cat_id=en_news,id=16)
http://www.21stcenturysciencetech.com/Articles%202005/Renewable.pdf ให้อ่านเล่น
http://en.wikipedia.org/wiki/Nuclear_fuel_cycle
http://cseserv.engr.scu.edu/StudentWebPages/IPesic/ResearchPaper.htm
http://en.wikipedia.org/wiki/Uranium
December 5th, 2007
อันนี้เขียนสั้น ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ทนอ่านละกันครับ
ผมคิดเรื่องนี้ไว้ประมาณปีที่แล้ว เพราะวันนึงผมเกิดสงสัยอะไรง่าย ๆ ว่า รัฐบาลมีควรเก็บเงินเหมือนคนออมทรัพย์หรือไม่ เพราะหลายคนบอกรัฐบาลต้องประหยัด รัฐบาลต้องมีเงินเหลือเก็บ คำถามจริง ๆ ผมคือรัฐบาลจะเก็บเงินไว้ทำ(บ้า)อะไร (ไม่เขียนวันนี้แต่ว่า ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ควรออมเงินเหมือนชาวบ้าน)
คำถามนี้ทำให้ผมคิดอะไรที่ผมดีใจตอนที่ผม realize fact อันนี้ ไม่ค่อยเกี่ยวกับ คำถาม original เท่าไหร่เลย คือ ผมคิดถึงวงจรของเงินว่า ในการหมุนของเงินระหว่างคนหนึ่ง(อย่างเช่นรัฐบาล) กับอีกคนหนึ่ง(ชาวบ้าน)เนี่ยมันเกิดอะไรขึ้น
เวลารัฐบาลซื้อของจากชาวบ้าน เราก็มีคำถามว่า ชาวบ้านเอาอะไรไปแลกกับรัฐบาล ตัดข้อยกเว้นที่ไม่ทำให้ main point เสียไปคำตอบคือ ชาวบ้านเอาทรัพยากรธรรมชาติมาแลก นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่เงินหมุน ทรัพยากรธรรมชาติหายไป แต่เงินในระบบก็ยังเท่าเดิม แต่ทรัพยากรธรรมชาติหายไป (ใน timeframe ~1ปี)

อันนี้ดูไม่ดีแน่ ทุกครั้งที่เงินหมุน เราเอาทรัพยากรที่จำกัดหายไป ผมก็เลยคิดหนักครับว่า ถ้ามองว่าเราแลกทรัพยากรธรรมชาติไปกับความว่างเปล่า ไม่ดีแน่ คำถามที่ผมถามตัวเองอีกทีคือเราได้อะไรกลับมาจาก ทรัพยากรธรรมชาติ หรือการที่เงินหมุนไปหมุนมา
หลังจากคิดไปอีกหลายวันผมก็คิดได้ว่า สิ่งที่ได้คืนมาจากการเสียทรัพยากรธรรมชาติไป คือ เทคโนโลยี ความรู้ ความเข้าใจทั้งหลาย เพราะทุกครั้งที่คนหนึ่งต้อง produce ของให้กับอีกคนหนึ่ง คนที่ทำของก็ต้องมีการ research และผลลัพธ์จากการ research น้นคือเทคโนโลยีทั้งหลาย

ผมคิดว่ามันคุ้มมากเลยนะเนี่ย ว่า เสีย reproducible(eventually) resource ไปได้ infinitely reproducible resource ออกมา
ถ้าเราอยู่ในวงจรที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปเรื่อย ๆ แล้วเราไม่สร้างอะไรที่เป็น องค์ความรู้ออกมา เนี่ยเราเป็นตัวถ่วงอยู่นะ ถ้าถามผมว่าควรใช้เงินยังไง ผมก็จะบอกว่า…ใช้เงินให้มันเกิด technology ขึ้นมา Advisor ผมเคยประโยคนึงน่าสนใจมาก เค้าบอกว่า ที่อเมริกาอยู่อย่างหรูหราอยู่ทุกวันนี้เนี่ย เป็นเพราะการลงทุนใน Science/Technology เมื่อ 50 ปีก่อน ย้อนกลับมาประเทศเรา…ดูทั้งกี่พรรคที่สมัคร ไม่มีพรรคไหนซักพรรคที่มองยาวถึงการลงทุนระยะยาว(เกินสี่ปี) ในด้าน fundamental science/ technology เลย สงสัยผมต้องเป็นนายกเองซะละ
คราวนี้ลองมาดูรูปสามอันกันนะครับ นี่คือการ Trade ระหว่าประเทศที่ฉลาดหน่อย กับประเทศไทย (ไม่ค่อยจริงเท่าไหร่หรอกบริษัทฉลาด ๆ หน่อยเมืองไทยก็มีแต่ทำรูปพวกนี้ให้ฉุกคิด)
ที่นักการเมืองมองเห็น(ตามนโยบายพรรคและการกระทำ)

ตอนนี้ที่เป็นอยู่

ที่ผมอยากให้มันเป็น

December 3rd, 2007
I just bought a DS game called Picross DS. I have played Picross before on SNES. If I recall it correctly I completed all the puzzles in that game. It was like 10 years ago though.
After playing the DS version for a while, I asked myself if the clue on the side of the puzzle and the solution a one to one set? After thinking for a while the answer is No (in general). A counter example is very simple. Take a 2×2 picross puzzle.

On this picture, you might ask what color is the marked vs unmarked block?. My answer would be try them both. You will see that both colors are solution to the number on the side. You many notice that this picture has a very high degree of symmetry. The one that matters to this counter example is the flipping along vertical and horizontal axis. You can try build up a bunch of counter example for any size using the similar trick.
I’ll end this post with a conjecture.
If the puzzle doesn’t have any symmetry (along vertical axis or along horizontal axis), then the solution is unique.
I have a feeling that there is a short proof for this (5-10 lines) though (Not that I have proved it).
[update] That conjecture above is so wrong. Try padding the 2×2 with empty blocks so that it’s 4×4. This conjecture is also wrong but a little more interesting.
(another wrong) Conjecture: Lets represent the puzzle(assume it’s a square one) with a matrix of 1 and 0(1 for marked 0 for unmarked). If the determinant of the matrix is not zero then we have a puzzle that has a unique solution. (I thought of this because switching any row or column put a negative sign in front of the determinant; however, you can switch row even number of times :s)
August 4th, 2007
ผมเอามาแต่เวอร์ชั่นวีดีโอเหตุการณืวันที่ 22 นะครับ ไม่ได้ลำเอียงนะครับ ว่ามี จากเว็บเข้าข้าง นปก สามอัน กับ อีกฝ่ายหนึ่ง อันเดียว คือว่า เว็บที่มีวีดีโอมีไม่กี่อันอ่ะครับ ทีวีธรรมดาหาไม่เจอ ใครมีอันอื่นอีก ก็ช่วยเอามาแบ่งกันดูครับ ว่า ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ยว่าข่าวเดียวกัน
หลายคนเห็นลิ้งค์พวกนี้ อาจจะเลือกดูเฉพาะฝ่ายที่ตนเห็นด้วย แต่ผมเห็นว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำอ่ะครับ ที่จะเลือกดูเฉพาะ จากคนที่เห็นคล้ายกับตัวเอง และเลือกที่จะปฏิเสธที่จะรับฟัง จากคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา
ตัดต่อพร้อมเสียงพากษย์
จาก manager/ASTV http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9500000085721
จาก ptv http://ptv1.bravehost.com/vdo/news/news2-23-7-50.wmv
จาก นปกhttp://www.norporkor.com/violet-memorandum.html
http://video.google.com/videoplay?docid=3794280425897198028&hl=en <== ขอบคุณคุณ cotton ครับ
ไม่ตัดต่อ(แต่น่าจะเลือกถ่าย/เปลี่่ยนกล้อง)
จาก hi-thaksin http://hi-thaksin.org/contentdetail.php?ParamID=71768 ผมว่าเวอร์ชั่นนี้น่ารักที่สุดอ่ะครับ เพราะว่าไม่ได้ตัดต่อเลือกตอน (ถึงจะเลือกกล้องก็เถอะ) ยาวติดกัน ประมาณ สองชั่วโมง
July 27th, 2007
ประสบการณ์การสอนผมค่อนข้างน้อยนิด เคยสอนแต่กลุ่มเด็กเก่งมากกลุ่มเล็ก ๆ และ สอนแบบกลุ่มเด็กปกติทีละคนสองคนเท่านั้น กลุ่มใหญ่ ๆ ยังไม่เคย (ที่ผมสอนมาทั้งหมดเค้าถามผมหมดอ่ะครับ บางอันมันทำให้ผมเข้าใจที่สอนเค้าดีขึ้นด้วยซ้ำ)
แต่ประสบการณ์การเรียนนั้นผมเรียนมาหลายรูปแบบอ่ะครับ จนสังเกตได้ว่าแบบนี้ work แบบนี้ หลับ แบบนี้ ไม่รู้เรื่อง แบบนี้ไรสาระ
เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปว่า นักเรียนไม่ถาม ตอนเด็ก ๆ ผมก็เป็นครับ ในบทความนี้ผมจะตั้งสมมติฐานว่าทำไมนักเรียนไม่ถามนะครับ บทความนี้จะเหมือนบ่นมากกว่าบทความเป็นทางการ
1) จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบคนตอบไม่กล้าตอบ จะเลี่ยงไปในทาง discredit/intimidate คนถาม
อย่างเช่น คุณกล้าพอที่จะตอบคำถามนี้หรือไม่ว่า
ทำไมเราต้องยกย่องเชิดชูในหลวง ใช่ในหลวงเป็นคนดี แต่คนที่ดีมีอีกเยอะแยะทำไมเราไม่เห็นยกย่องแบบในหลวงเลยล่ะ
คำที่คุณจะได้รับตอบกลับมามักเป็นว่า แกไม่รักในหลวงใช่ไหม นิสัยไม่ดี -_-”
คำถามนี้ น้องผมอยู่ ป.4 ถามผม ผมเดาว่าน้องผมไม่กล้าไปถามคนอื่น กล้าถามผมคนเดียวเพราะผมไม่เลี่ยงตอบคำถามไม่ว่าจะประหลาดขนาดไหน และตอนนั้นผมคิดว่าน้องเค้าอารมณ์เซ็งจัด ด้วยการยัดเยียดความรักในหลวงใส่เด็กให้เด็กเขียนเรียงความกลอน ทำบ้าทำบอ ว่าฉันรักในหลวงจาก
หรือ อีกอันน้องคนเดิมถามว่า ทำไมเราต้องทำดีด้วยล่ะ….โดยส่วนตัวผมชอบคำถามของเด็ก ๆ แบบนี้นะครับ เพราะเค้าถามแบบปราศจาก สมมติฐาน ใด ๆ challenge common sense ของคุณ(ถ้าคุณ take the question seriously)
เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่า ด้วยการจำได้ว่า ถามคุณครูทีไร คุณครูตอบกลับมาแบบเลี่ยงคำถาม หรือตอบกลับมาแบบว่า ถามอะไรเนี่ยกวนจริง ๆ ถามอะไรเนี่ยไม่ตั้งใจฟังที่ครูสอนใช่ไหม แล้วก็ไม่ตอบ เพราะฉะนั้นเราจะถามไปทำไม
2) ครูสอนไม่รู้เรื่องจริง ๆ อันนี้ไม่รู้จะพูดอะไรครับ แต่คำถามนึงที่ถามได้ คือ ช่วยพูดใหม่อีกครั้งได้ไหม แต่มันก็จะย้อนกลับไปที่ข้อหนึ่งว่า ไม่ได้ตั้งใจฟังฉันพูดใช่ไหม
3) เด็กจดอย่างเดียวไม่ได้เข้าใจว่าจดอะไรไปก็เลย มีแต่คำถามจำพวกว่า ที่อาจารย์เขียนบนกระดานนั่นตัวอะไร คำถาม conceptual ก็เลยไม่มี
พบได้ในหลายคน แต่ผมเป็นคนนึงครับ ที่มักจะเข้าห้องเรียนตัวเปล่า กระดาษก็ไม่มี จดก็ไม่เคยจด และใน Field ของผมผมพบว่า คนที่ไม่จดมักจะเรียนได้ดีกว่าคนที่จด
ถ้าถามว่าทำไมเด็กจดอย่างเดียวไม่ได้สนใจหรอกว่าจดอะไรไป เดาได้ว่าเป็นวิธีที่สอน อย่างเช่นในบางวิชาเช่นชีวะ ตามประสบการณ์ของผมสมัยมัธยม คือ อ่านหนังสือ/แผ่นใสให้ฟัง ซึ่งผมและเพื่อนได้นินทาคนสอนว่า กูก็เป็นครูได้วะ นั่นคือ มันเป็นวิธีสอนที่ไม่เคยเน้นความเข้าใจ แต่เน้นการจดจำข้อมูล
และครูก็จะบอกว่า นี่ขนาดออกข้อสอบความจำนะ ยังทำไม่ได้ แล้วข้อสอบวิเคราะห์จะทำได้อย่างไร
ผมซึ่งเกลียดชีวะวิทยาอย่างมาก ก็ต้องมาเรียนอีกครั้งตอนอยู่มหาลัย(โดนบังคับ) พบว่า การสอนชีวะวิทยาต่างกันโดยสิ้นเชิง ใช่ครับมันต้องจำเหมือนเดิม แต่จำใน limit ที่เหมาะสม แล้ววัดผลด้วยการคิด
ย้อนกลับมาที่คำที่คุณครูชอบบ่นว่า ขนาดออกข้อสอบความจำนะ ยังทำไม่ได้แล้วข้อสอบวิเคราะห์จะทำได้อย่างไร
ผมจะตอบว่า…เพราะคุณให้เด็กจำเยอะน่ะสิครับ ลองสอนเด็กมีเนื้อหาให้จำน้อย ๆ แล้วคิดวิเคราะห์เยอะ ๆ สิครับ อย่างเช่น ยังจำได้ว่า ต้องนั่งท่อง phylum ของพืชและสัตว์ชนิดต่าง ๆ บ้าบอ พืชและสัตว์บางชนิดเกิดมาไม่เคยเห็น ชื่อฝรั่งอีก แล้วข้อสอบก็ถามว่า ตัวประหลาดนี้อยู่ใน phylum อะไร คุณตั้งใจจะสอนว่าสิ่งมีชีวิตแต่ละอย่างอยู่ในphylumอะไร หรอครับ ผมเดาว่าคุณตั้งใจสอนว่า สิ่งมีชีวิต ได้ถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ชื่อ phylum นะแล้วพวกกติกาที่เค้าใช้แบ่งเป็นแบบนี้นะ
ถ้าการวัดผลเป็นแบบนี้ แน่นอนว่าคนเรียนต้อง จดอย่างเดียวแล้วนำไปท่องทีหลัง ฉันรู้นะว่าฉันเรียนอะไรไป แต่ฉันคงจำไม่ได้ว่า ตัวชื่อประหลาดนี้ หน้าตายังไง และ phylum ชื่อประหลาดนี้มีิข้อแบ่งพวกอย่างไร
ลองเปลี่ยนคำถามเป็นแบบนี้สิครับ หัวข้อสอบ เขียน definition ของแต่ละ phylum ให้ว่าแต่ละ phylum ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
แล้วก็วาดรูปตัวประหลาดมาอันนึง ชี้บอกที่สำคัญ แล้วถามเด็กว่า ตัวประหลาดนี้อยู่ใน phylum อะไร
วัดผลแบบนี้คนเข้าไปเรียนตัวเปล่านั่งฟังเข้าใจก็ได้ครับ
โดนการวัดผลแบบนี้เข้าไปบ่อย ๆ ทำให้บางคนถึงกับ เข้าใจว่า จำได้กับเข้าใจ คือ คำเดียวกัน
4) อีกอันนีงคือ เด็กไม่สนใจที่จะเรียนรู้ โดยทั่วไปแล้ว เราจะโทษเด็ก ลองถามตัวเองสิครับว่า ที่คุณสอนมันน่าเรียนขนาดไหน ตอนผมเป็นนักเรียนมัธยม ผมโดดเรียนไปเตะบอลประจำอ่ะครับ เพราะห้องเรียนมันไม่สนุก เด็กสมัยนี้คงอยากกลับบ้านไป up level เกม online ปัญหานี้ค่อนข้างเป็นปัญหาโลกแตกอ่ะครับ แต่ solution ง่าย ๆ ที่ผมพบคือ
อย่าสอน แต่ ให้เรียนไปกับนักเรียน อย่างเช่น ถ้าคุณจะสอน ทฤษฏีเลขอันนึงที่ต้อง prove
วิธีแรกที่คุณจะสอน คือ เขียนทฤษฏีนั้นบนกระดาน prove ให้เด็กดูทีละขั้นทีละขั้น อันนี้คือวิธีสอนทั่วไปที่ผมว่า เด็กหลับ
วิธีที่สอง เขียนทฤษฏีนั้นบนกระดาน แล้วหยุด แล้วถามว่า เราจะ prove กันอย่างไร ไม่ตอบเราไม่ไปไหน แต่ถ้าไม่มีคนตอบนานและเด็กไม่ทำท่าว่าคิดอยู่แล้ว ก็ให้ใบ้เพิ่ม ใครตอบได้ อาจจะให้ขนมอะไรก็ได้ขำ ๆ อันนี้เด็กจะได้ เหมือนว่า เล่มเกมโชว์อยู่ บังคับให้ pay attention แต่บางคนอาจจะบอกว่า มันก็คงมีเด็กสามคนข้างหน้าตอบเท่านั้น
ก็เรียกถามคำถามง่าย ๆ กับคนที่ไม่ได้ตอบ หรือ เรียกขึ้นมาแล้วปล่อยมุขอะไรก็ได้
หรือวิธี Teletubbies ที่ผมไม่เคยลองแต่น่าลอง ถ้าคนเคยดู Teletubbies จบพบว่า เค้าเล่นมุขสองครั้งฉายซ้ำติดกัน นั่นคือ เที่ยวแรก สอนเสร็จลบ แล้ว ลองใหม่อีกที
June 12th, 2007
ได้ไปทราบมาว่า คนชุดเขียว กำลังขายกระดาษปึกนึง เห็นท่าว่าขายไม่ออก
รู้สึกว่าสีเหลืองกำลังอินเทรนด์ ก็เลยปิ๊งไอเดียบรรเจิด
เอากระดาษปึกนั้นมาใส่กล่องสีเหลือง แล้ว โฆษณากระดาษปึกนั้นว่า อยู่ในกล่องสีเหลือง (official หรือเปล่า ก็ไม่รู้)
แต่ดันลืมไปว่า คนซื้อเค้านั่นอ่ะ ไม่ได้ซื้อกล่อง แต่เค้าซื้อ กระดาษ
นี่อีก เราปรัชญาทางเศรษฐกิจ อยู่ในกล่องสีเหลือง
Marketing โฆษณาอย่างเดียวว่า มันอยู่ในกล่องสีเหลือง ลืมโฆษณาไปว่าของในกล่องนั้นดีอย่างไร
คนreviewก็ไม่กล้าบอกว่าของในกล่องนั้นไม่ดีอย่างไร เพราะเดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่าไปวิจารณ์สีของกล่อง แล้วบอกว่า เชยตกยุค
คนซื้อของเพราะดูแต่กล่องก็มีเยอะ จะไปห้ามก็ไม่ได้ก็ยี่ห้อเค้าดีจริง
แต่ระวังของเก๊ นะครับ
June 5th, 2007
ตลกดีครับไปเจอมาใน pantip.com
วันนี้ผมไปทำธุระแถวฝั่งธน ลงสะพานพระปิ่นเกล้าเสร็จก็ขับรถมาตามถนนเรื่อยๆ จนมาผ่านหน้าสนามมวยราชดำเนิน ด้วยถนนโล่งก็เลยใช้ความเร็วได้ในระดับหนึ่ง พลันเหลือบไปเห็นหมาตัวหนึ่งกำลังจดๆจ้องๆจะลงจากฟุตบาทมายังถนน เมื่อผมเห็นดังนั้นผมก็เลย เอื้อมมือไปกดสวิทช์แตร ” ปี๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน” เพราะถ้ามันลงมาในถนนตอนนั้น ผมคงชนแน่ แล้วความเสียหายก็คงจะเกิดขึ้น ได้ผลเสียแตรทำให้มันตกใจและยืนอยู่กับที่ ผมขับผ่านมันไปจนไปติดไฟแดงหน้า UN
ทันใดนั้นมีทหารในเครื่องแบบลายพรางเดินมาที่รถผม มาเคาะกระจกแล้วถามผมว่า ผมบีบแตรทำไม งง ครับในตอนนั้น ผมก็เลยตอบไปตามความจริงว่า “ก็บีบไล่หมานะซิครับ” ทหารผู้นั้นทำหน้าบอกไม่ถูก หยุดคิดสักพักรถก็ได้ไฟเขียว เค้าก็โบกมือให้ผมไป
นั่ง งง อยู่นานว่ากับแค่บีบแตรไล่หมาหน้าสนามมวยราชดำเนิน มันผิดอะไรหรือ ?? ถามกับตัวเองอยู่สักพัก ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า ตรงนั้นมันเป็นที่ตั้ง บก.ทบ นี่เอง
แอบอมยิ้มกับตัวเองเล็กๆ แห๋มน้อออ ก็แค่บีบแตรไล่หมา อิอิ
แก้ไขเมื่อ 02 มิ.ย. 50 12:22:07
จากคุณ : Gun’n - [ 2 มิ.ย. 50 12:20:05 A:124.120.17.133 X: ]
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P5468616/P5468616.html ที่ก๊อปมาเก็บไว้เพราะว่า กระทู้พันทิพย์ ทิ้งไว้แป๊บเดียวเดี๋ยวก็หายไป
ว้า ตอนนี้ไม่ได้อยู่เมืองไทย ก็ฝากคนที่ขับรถผ่านไปแถวนั้น แล้วเห็น “หมา” หรือ “กรม เอ๊ย กรงหมา” ฝากบีบแตรไล่ด้วยครับ
June 2nd, 2007
เอาภาษา latin มา post จริง ๆ ผมก็ไม่รู้ latin หรอกครับ ไปหาข้อมูลศึกษามากับการลงโทษย้อนหลังมาเลยเอามาแบ่งกัน
Ex Post Facto[law] แปลว่า From something done afterward ภาษาอังกฤฏเรียกว่า retroactive [law] หรือ [กฏหมาย] ที่มีผลย้อนหลัง
อีกหนึ่ง latin ที่จะเอามาโพสต์ ตุลาการก็ยกคำแปลของหลังการนี้มา
Nullum crimen, nulla poena sine praevia lege poenali แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า No crime (can be committed), no punishment (can be imposed) without (having been proscribed by) a previous penal law ขึ้เกียจแปลเป็นไทย แต่ให้สังเกตคำสำคัญว่า penal law หมายถึง กฏหมายที่เกิดขึ้นมาเพื่อบังคับลงโทษใช้เวลามีการฝ่าฝืน(ภาษาไทยเรียกกฏหมายอาญา)[สิทธิของคนอื่น] เพื่อความกระจ่างนำมาเปรียบเทียบกับ civil law ซึ่งเป็นกฏหมายเพื่อช่วยแก้ไขสิ่งทำผิดไปแล้ว(ภาษาไทยเรียกกฏหมายแพ่ง)
อย่างเช่น ห้ามฆ่าคน ถ้าฆ่าโดนขังคุก เป็น penal law เพราะเป็นการ ฝ่าฝืนข้อบัญญัติไว้ในกฏหมาย ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยแก้อะไรขึ้นมา
แต่กฏหมายไม่ได้บอกว่าห้ามขับรถชนรถคันอื่น แต่กฏหมายบอกว่าถ้าคุณไปขับรถชนรถคันอื่นแล้ว คุณต้องจ่ายค่าเสียหาย อะไรก็ว่าไป ซึ่งเป็นการพยายามให้คนกระทำผิดนั้น แก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้น
ถ้าดูดี ๆ นี่คือเหตุผลว่า ทำไม ความผิดทางแพ่งนั้นยกฟ้องได้ เพราะ นาย A ขับรถชนรถนาย B นาย B บอกไม่ต้องมาช่วยฉันแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นกฏหมายก็ไม่ควรบังคับให้นาย A แก้ปัญหาที่นาย B บอกไม่ต้องมาช่วยฉันแก้ (by default ยกฟ้องไม่ได้เพราะความผิดได้เกิดขึ้น)
make sense หรือเปล่าที่เขียนไว้ว่าเป็น penal law ผมว่าคนคิดหลักการนี้ค่อนข้างรอบคอบครับ make sense มาก นั่นคือถ้าไปดูจุดประสงค์ของกฏหมายประเภท penal law และ กฏหมาย ประเภท civil law นั่นคือ กฏหมายลงโทษการฝ่าฝืน กับ กฏหมายช่วยแก้ไขในสิ่งที่ทำผิดไป นั่นคือ civil law กำหนดการแก้ไขปัญหาไว้ ซึ่ง อาจจะมีความจำเป็นที่สิ่งที่เขียนไว้ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงมีความจำเป็นต้องออกกฏหมายใหม่เพื่อออกมาช่วย แก้ปัญหา
ตุลาการตีความหลักการถูกครับว่าต้องเป็น การลงโทษทางอาญา แต่….ปัญหาคือ ตุลาการจะตีความตามหลักการเมื่อต้องการ และ ตีความตามตัวหนังสือเวลาที่ต้องการ อย่างน่าเกลียด ไม่ยอมเลือกใช้ซักอัน
การตีความกฏหมายข้อที่ห้ามบังคับใช้กฏหมายย้อนหลังเวลาที่ไม่เป็นประโยชน์ต้องผู้(อาจจะ)ได้รับโทษ นั้นเป็นการตีความตามหลักการเจตนารมณ์ของกฏหมาย ใช้หลักการ Nullum crimen, nulla poena sine praevia lege poenali และแปลได้ถูกต้อง ว่าเป็นกฏหมายอาญา
คราวนี้ สมมติว่า ประกาศ คปค มีผลใช้ย้อนหลัง (สมมตินะเพราะเดี๋ยวตอนท้ายจะบอกอีกทีว่า ทำไมผมว่าไม่มีมันมีหลักการที่มันขัดอีก)
ถ้าเรามาพิจารณาว่า การตัดสิทธิ์ทางการเมืองนั้น เป็นความผิดอาญาหรือความผิดทางแพ่ง ตุลาการเลือกตีความตามตัวหนังสือ โดยอ้างว่าไม่ได้อยู่ในประมวลกฏหมายอาญา เพราะฉะนั้นไม่ใช่กฏหมายอาญา เป็นการกระทำที่ประหลาดมากเพราะตะกี้เลือกตีความตามเจตนารมณ์อยู่หยก ๆ ตอนนี้บอกไม่เอาละ ฉันจะตีความตามตัวหนังสือ
ลองดูว่า ถ้าตีความตามเจตนารมณ์ของประเภทกฏหมายแล้ว การตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นการแก้ปัญหาหรือเป็นการลงโทษการฝ่าฝืน ผมว่ามันไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาครับ เพราะมันไม่ได้ช่วยแก้ไขหรือบรรเทาสิ่งที่เกิดมาแล้ว
เทียบกับการจ่ายเงินเวลาขับรถชนรถคันอื่น มันได้เป็นการห้ามไม่ให้คุณไปขับรถชนรถคันอื่น แต่เป็นการ ช่วยคุณแก้ไขผลของการที่คุณไปขับรถชนรถคันอื่น
ถ้าบอกว่า ถ้าแกทำเลือกตั้งสกหปรกนะ ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กกต หรือ ใครก็ตามที่จัดเลือกตั้ง กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป นั่นเป็นการช่วยแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นเป็นแพ่ง เพราะกกตเสียตังค์เสียเวลา
แต่ การบอกว่าถ้าแกทำเลือกตั้งสกปรกนะ แกห้ามทำการเลือกตั้งอีก ไม่ได้เป็นการแก้ไขสิ่งเกิดขึ้นแต่อย่างไร แต่เป็นการลงโทษการฝ่าผืนสิทธิของคนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้ง (เค้าเรียกหน้าที่แต่ผมใช้สิทธิเห็นภาพชัดกว่า) ที่มีสิทธิในการในการกาการเลือกตั้งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่ามันเป็นความผิดทางอาญา ตามเจตนารมณ์ของกฏหมายอาญา
คราวนี้ เนื่องจากหลักาการ Nullum crimen, nulla poena sine praevia lege poenali ผมเห็นว่าเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญก็เลยเดาว่า น่าจะมี international law เขียนห้ามไว้อย่างชัดเจน
ตาม Article 15 ของ International Covenant on Civil and Political Rights
Article 15
1 . No one shall be held guilty of any criminal offence on account of any act or omission which did not constitute a criminal offence, under national or international law, at the time when it was committed. Nor shall a heavier penalty be imposed than the one that was applicable at the time when the criminal offence was committed. If, subsequent to the commission of the offence, provision is made by law for the imposition of the lighter penalty, the offender shall benefit thereby.
2. Nothing in this article shall prejudice the trial and punishment of any person for any act or omission which, at the time when it was committed, was criminal according to the general principles of law recognized by the community of nations.
เพราะฉะนั้นการบังคับใช้กฏหมายย้อนหลังเป็นการทำผิดกฏหมายนานาชาติ
แต่ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เดี๋ยวจะเข้าใจผมผิดว่าชี้โพรงให้ทรท
นักการเมืองพรรคการเมืองจะอยู่จะไปเรื่องของเค้า แต่ ความยุติธรรมต้องคงอยู่
June 1st, 2007
คำถามว่า คุณโกหกอยู่หรือเปล่า เป็นคำถามที่ลึกซึ้งมากครับ
นั่นคือ เป็นคำถามที่ ไม่ว่าคุณจะตอบอะไร คำตอบจะไร้ค่า และ ไร้ความหมาย
นั่นคือ
ถ้าคุณได้รับคำตอบว่า เปล่าฉันพูดจริงอยู่ คำตอบนี้ ไม่มีความหมายใด เนื่องจาก ถ้าคุณจะให้ความหมายว่า เขาพูดจริงอยู่ คุณต้อง Assume ว่าเขาพูดจริงอยู่ หรือ ถ้าคุณจะให้ความหมายว่า เขาโกหกอยู่ ก็เลยบอกว่าพูดจริง(โกหกว่า ไม่ได้โกหก) อยู่คุณก็ต้อง assume ว่าเขาโกหกอยู่ ซึ่งทั้งคู่ เป็นการตัดสินแบบ circular นั่นคือ To prove A is true, lets assume A is true, therefore A is true QED.
ถ้าได้รับคำตอบว่าโกหกอยู่ คำตอบมัน non-sense ครับนั่นคือ ถ้าสมมติว่าคุณพูดจริง แล้วบอกว่า โกหกอยู่ ก็แปลว่า คุณโกหกอยู่ contradict กับ assumption หรือบอกว่า ถ้าสมมติว่าคุณโกหกอยู่ แล้วบอกว่า โกหกอยู่ ก็แปลว่าคุณพูดจริง ก็ contradict กับ assumption เช่นกัน
ทำไมผมถึงเขียนเรื่องนี้วันนี้หรือ ผมสะดุดกับคำถามที่ ทรท ตั้งขึ้นถามตุลาการ ว่า (คปค. มีอำนาจแต่งตั้ง ตุลาการ และ) ตุลาการมีอำนาจตัดสินอะไรด้วยหรือ (ถ้าอ่านแล้วงง แนะนำให้อ่านย่อหน้าละสองครั้ง)
ที่ผมจะพูดนี้ไม่เกี่ยวกับข้อกฏหมาย logic ล้วน ๆ
มันเป็นคำถามจำพวกเดียวกับว่า คุณโกหกอยู่หรือเปล่า
นั่นคือ ก่อนอื่นที่การวินิจฉัยของตุลาการ จะมีความหมาย เราต้อง Assume ก่อนว่า ตุลาการมีอำนาจวินิจฉัย ว่า ตุลาการมีอำนาจวินิจฉัย หรือเปล่า มิเช่นนั้น คำตอบของตุลาการจะไม่มี ความหมายแต่อย่างไร
คราวนี้เรา Assume ว่าตุลาการมี อำนาจบอกว่า ตุลาการ(และ คปค) มีอำนาจบอกหรือเปล่า
ถ้าตุลาการบอกว่า ใช่ฉันมีอำนาจ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันเป็นการสรุปแบบ Assume ว่าฉันมีอำนาจ(และข้อสันนิษฐานอื่น ๆ) เพราะ ฉะนั้นฉันมีอำนาจ มัน illogical
หรือ ถ้าตุลาการบอกว่า ฉันไม่มีอำนาจ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม งั้นตุลาการตอบมาก็ไม่มีความหมายใด ๆ
นั่นคือ คำถามว่า ตุลาการ มีอำนาจตัดสินอะไรด้วยหรือ เป็นคำถามที่ ตุลาการตอบเอง ไม่ได้ (ตอบได้แต่ไร้ความหมาย)
ทางออกล่ะคืออะไร คำตอบคือ ถามคนอื่นครับ แต่นั่นก็ทำให้เกิดปัญหาเดิมอยู่ดี นั่นคือ ตุลาการบอกได้ว่า ไปถามคปคสิ คปคบอกว่าตุลาการมีอำนาจ เพราะฉะนั้น ตุลาการมีอำนาจ
แต่เราเปลี่ยนคำถามได้ว่า คปค มีอำนาจบอกว่าตุลาการมีอำนาจ และ ตุลาการมีอำนาตัดสินอะไรหรือหรือเปล่า
ก็จะทำให้คำถามว่า คปค มีอำนาจบอกว่าตุลาการมีอำนาจหรือเปล่า เป็นคำถามที่คปค ตอบไม่ได้ และ ตุลาการ ตอบไม่ได้ (เพราะจะตอบได้ต้องใช้ circular reasoning)
คราวนี้ คปค กับ ตุลาการ อาจจะบอกว่า เพราะรัฐธรรมนูญ หรือ กฏสังคม อะไรพวกนี้ บอกไว้ว่าฉันทำได้
ก็เปลี่ยนคำถามเพื่อ include รัฐธรรมนูญ และ กฏสังคม อีก ว่า มีอำนาจบอกว่า คปค และ ตุลาการ ทำอะไรบ้าง หรือเปล่า
และถ้าคราวนี้ล่ะ ผมไล่ถามไปทุกอัน จนกระทั่ง คำถาม ว่า องค์ประกอบต่าง ๆ ของ ระบบยุติธรรม มีอำนาจทำอะไรหรือเปล่า เป็นคำถามที่ระบบยุติธรรม ตอบเองไม่ได้
หรือนั่นคือ ระบบยุติธรรม consistent / meaningful อยู่ในตัวเองไม่ได้ (คล้าย ๆ Godel’s incompleteness theorem) แต่ถ้าจะให้พูดสรุปสั้นสั้น คือ ระบบความยุติธรมมมันก็คล้าย ๆ คณิตศาสตร์ที่ใช้ deduction ในการคิด แต่ว่า….ในคณิตศาสตร์นั้นเรามีจุดเริ่มต้นที่เรียกว่า definition ที่ allow เราให้ทำการ deduction จาก definition ได้ แต่ในกฏหมาย อะไรล่ะ เป็นตัวที่ทำหน้าที่เหมือน definition
ผมเดาว่าคำถามนี้ต้องมี standard answer แล้ว เพราะมันคือรากฐานของระบบที่เราเรียกว่ายุติธรรมแต่ผมหาไม่เจอครับ
May 31st, 2007
Next Posts
Previous Posts