ทางออก

April 8th, 2009

สิ่งที่เกินขึ้นตอนนี้ผมว่าเรียกว่าอมาตยาธิปไตยไม่ค่อยถูกนะครับ ผมเรียกมันว่า ตุลาการธิปไตยอ่ะครับ ใช้อำนาจตัวเองที่ไม่ถูกตรวจสอบ ไปแทรกแซงฝ่ายบริหารซะจนน่าเกลียด

ในใจผมตอนนี้อยากได้แบบนี้ครับ

1) จัดการม็อบที่ทำเกินเลย เช่น ปิดถนน ปิดสนามบิน ดังนี้ครับ
ปรับซัก 1000 นึงต่อคน แล้วเรียกให้มามอบตัวเองไม่มาไม่ว่าด้วย ถ้าใครรู้ว่าไปยึดสนามบินไว้กินนอน ตีแบต นี่เป็นการนับจำนวนม็อบ(ที่ไม่ได้ถูกจ้างมาเดินเล่น) ทางอ้อมด้วย เพราะฉะนั้นเค้าคงชอบมามอบตัวแหละ

เงินที่ได้มีให้คนโดนปรับเลือกว่าจะเอาไปบริจาคโครงการไหน อย่างเช่นสร้างโรงเรียนในต่างจังหวัด
เป็นทุนการศึกษาให้เด็กเรียนดีแต่ไม่มีเงิน หรืออื่น ๆ เป็นต้น

พูดตรง ๆ คือ ผมไม่อยากเห็นคนจำนวนมากติดคุกด้วยเหตุผลที่ไม่สมควรครับ คิดต่างกันได้ ทำชาวบ้านเดือนร้อน เพราะความไม่ฉลาดอะไรแบบนี้ก็ปรับกันไป

คนอยากประท้วงประท้วงได้ครับ เป็นสิทธิของคนทุกคน แต่ว่า ไม่ควรไปทำให้คนที่เค้าจะทำมาหากินเดือดร้อนครับ

และกำหนดสวนสาธารณะใหญ่ ๆ ที่การคมนาคมเข้าถึงสะดวก สองแห่งที่ไม่อยู่ติดกัน ให้เป็นสถานที่ทำการประท้วง ร้องทุกข์ แสดงออกทางความเห็นแบประชาธิปไตย จะได้ไม่ต้องปิดถนนเกะกะกันแบบนี้ และสองแห่งเผื่อเหตุการณ์แบบมีสองม็อบ อยู่ไกลกันจะได้ตีกันยากหน่อย

2) แก้กฏหมาย ให้สามารถรวมชื่อซัก 1/1,000 ของคนในประเทศ บังคับให้รัฐบาล ทำประชามติทั่วไปได้
ประชามตินี้ก็ได้แก่เรื่อง นายกสมควรยุบสภาหรือไม่ หรือถ้ามีหลายเรื่องให้รวม ๆ กันแล้วทำประชามติสามเดือนครั้ง
ผลจากประชามติไม่ใช่สึ่งที่รัฐบาลต้องทำตาม แต่ให้ใช้เป็นข้อมูล ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อป้องกันการใช้เสียงจากคนหมู่มากรังแก คนหมู่น้อยด้วย
(อย่างเช่นอาจมีคนจะเอาอะไรบ้า ๆ แบบ ฆ่าเศรษฐีในประเทศแล้วเอาเงินมาแบ่งกัน)

หรือแม้แต่ในเรื่องว่า องคมนตรี คนนั้นคนนี้ควรจะลาออก หรือไม่

หรือแม้แต่เรื่องประเทศไทยควรเปลี่ยนระบบอบการปกครองหรือไม่

ทั้งนี้เพื่อให้ม็อบนั้นมีที่สิ้นสุด ที่การทำประชามติ และรณรงค์ ไม่ใช่ชุมนุมไปเรื่อย ๆ จะเอาสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ให้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

3)องค์กรศาลที่ดูเหมือนมีปัญหามากที่สุดเนื่องจากการไร้การตรวจสอบ บังคับคดีตามใจชอบ แถมมีหลายมาตรฐานแล้วแต่อารมณ์การแปล
ให้จัดการดังนี้
3.1) ยกเลิก หรือ ปรับปรุง ข้อหาหมิ่นศาล ให้เป็นการลงโทษทางแพ่งเท่านั้น และจำกัดความคำว่าหมิ่นศาลให้เฉพาะเจาะจง ไม่ครอบจักรวาลแบบที่เป็นอยู่ และศาลที่ถูกหมิ่นเท่านั้นที่จะเป็นผู้แจ้งข้อหานี้ได้ (จะได้ไม่เกินเหตุการณ์ ฟ้องมั่วซั่วเต็มไปหมดแบบ การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ)
3.2) ให้องค์กรณ์ปัจจุบันที่ีมีองค์กรณ์ตรวจสอบอยู่และไม่ใช่ฝ่า่ยนิติบัญญัติ เป็นผู้ตรวจสอบศาล ว่าทำเกิน หรือ ไม่งานหรือเปล่า หรือตั้งองค์กรณ์มาหใหม่ ที่มีนักวิชาการด้านกฏหมาย รัฐศาสตร์ และด้านตรรกะ อดีตผู้พิพาษา (พร้อมถูกตรวจสอบด้วยองค์การณ์ที่มีอยู่เช่น ปปช)

4) แก้กฏหมายมาตรา 112 ให้บุคคลในราชวงศ์เท่านั้น เป็นผู้ที่สามารถฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้
ส่วนหนึ่งในเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นใน ประเทศมาจาก การใช้มาตรา 112 โดยคนทั่วไป ที่แบบว่า ชั้นไม่ชอบหน้าไอ้นั่น ชั้นเอาข้อหาครอบจักรวาลแบบนี้ไปฟ้องมันดีกว่า
กฏหมายข้อนี้เนี่ยประชาชนมอบให้กษัตริย์ที่ดีเท่านั้น และประชาชนคงไม่อยากให้กษัตริย์คนที่กดขี่รีดไถชาวบ้านมีอำนาจในกฏหมายนี้ ซึ่งกษัตริย์ที่ดีจะไม่เคยคิดจะใช้กฏหมายนี้กับชาวบ้าน และมีแต่กษัตริย์ที่ไม่น่ารักเท่านั้นจะใช้กฏหมายนี้กับชาวบ้าน เพราะกษัตรย์ที่ดี คงไม่อยากเห็นชาวบ้านต้องถูกพรากจากลูกจากครอบครัว ไปติดคุกสิบปี(แบบคุณสุวิชา) ด้วยการโพสต์ข้อความบนอินเตอร์เน็ต และถ้ากษัตริย์ที่ไม่น่ารักจะใช้กฏหมายนี้ กำจัดชาวบ้าน เค้าก็จะต้อง รับผิดชอบในการใช้กฏหมายนั้น นั่นคือเค้าจะต้องเป็นคนฟ้อง ไม่สามารถอ้างว่า ไม่รู้สิคนอื่นฟ้อง

และเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ ฟ้องกันมั่วซั่วแบบทุกวันนี้ เกิดขึ้น แบบเหตุการณ์คุณโชติศักดิ์ ถ้าราชวงศ์เท่านั้นจะฟ้องได้ ไม่ว่าสมาชิกคนใดในราชวงศ์ออกมาเป็นผู้ฟ้อง ผู้ฟ้องก็จะต้องประกาศยอมรับว่า ตัวเองเห็นว่าการไม่ยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญ เป็นการทำให้ตัวเองเสียชื่อเสียง ซึ่งผมว่าคงไม่มีสมาชิกราชวงศ์คนไหนบ้าอำนาจ ขนาดที่จะลงโทษคนที่ไม่ยึนเคารพเพลงสรรเสริญ หรอกครับ

การทำเช่นนี้ เท่ากับเป็นการยกเลิกกฏหมายนี้ไปโดยปริยาย เพราะว่า มีไปก็ใช้ไม่ได้ (ถ้าอยากใช้ก็ต้อง แสดงความรับผิดชอบกับการใช้ ซึ่งอาจจะมีกรณียกเว้นที่การใช้นั้นจำเป็น)

โทษของกฏหมายนี้ควรจะลดลง ให้เท่าเทียมกับ การหมิ่นประมาททั่วไป และการพิจารณาคำว่าหมิ่นควรใช้มาตรฐานเดียวกับการหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป
แต่ปัญหาจริง ๆ คือ จะมีซักคนที่นั่งในสภา “กล้า” พอหรือเปล่าที่จะเสนอแก้กฏหมายนี้ เพราะผมดูว่ามันค่อนข้าง ต้านกระแสคนส่วนใหญ่อยู่ทีเดียว นั่นหมายความว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า เค้าจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

5) แก้มาตรา 300 กว่า ๆ ที่บอกว่ายกเว้นโทษให้คณะรัฐประหาร พวกแกนนำที่สมควรเข้าคุกก็จับเข้าไป พวกรอง ๆ มาแบบทหารที่ขับรถถังเข้ามา ปรับ แถมลดตำแหน่งและบังคับให้บำเพ็ญประโยชน์เอาไปอยู่พื้นที่ที่ต้องการ โรงเรียน โรงพยาบาล แล้วให้ช่วยสร้างโรงเรียนโรงพยาบาล ช่วยสอนหนังสือเด็กอะไรก็ว่าไป เป็นเวลากี่เดือนก็ว่าไป ได้ลงโทษคนที่สมควรและ ก็ได้ทำให้เกิดประโยชน์ด้วย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบว่าใครอยู่ในส่วนร่วมการทำรัฐประหารด้วย พิจารณาหลักฐานด้วยความโปร่งใส(แบบ blog ทุกวันเป็นต้น หลักฐานเปิดให้ดูเสรีทุกอันพร้อมลายละเดียด) และครอบคลุมถึง ราชวงศ์ถ้ามีหลักฐานให้เชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยว ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือเปล่า ด้วยเผื่อไม่ให้เกิดความสงสัยในหมู่ประชาชน

6) ผู้ที่ได้รับคำตัดสินจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไม่ว่าฝ่ายผู้ฟ้อง หรือ ฝ่ายจำเลย ให้ยับยั้งการลงโทษไว้ และให้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีนั้นใหม่ได้ หลังจากมีองค์กรณ์ตรวจสอบ(ศาลต้องรับผิดชอบในการตัดสินมั่วซั่ว) และมีการปรับปรุงกฏหมายตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว

ผมว่าที่ผมเสนอเนี่ย fair ตรงไปตรงมา สุด ๆ แต่แน่นอนทางปฏิบัติถ้าคนปฏิบัติ มีความกล้าและความซี่อตรงไม่พอ จะทำให้บางอย่างทำไม่ได้ และยังต้องเพิ่มเติมรายละเอียดอยู่พอสมควร

Entry Filed under: Uncategorized

Leave a Comment

You must be logged in to post a comment.

Subscribe to the comments via RSS Feed


Calendar

April 2009
M T W T F S S
« Jan    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

Most Recent Posts