หลังจากทราบว่า เมืองไทยได้นายกคนใหม่ ผมว่ามีเรื่องที่น่าคิดมากอยู่เรื่องหนึ่ง คือการเลือกผู้นำของประเทศไทย
โดยหลัก ๆ เราเลือกสมาชิกสภา”ผู้แทนราษฎร” แล้วสส.ก็ไปเลือกนายกให้เรา โดยปกติเราก็ พอ ๆ เดากันได้ว่า คนที่เราเลือกเนี่ยจะไปเลือกใครเป็นนายกให้เรา คนหลายคนก็เลือก ผู้แทนด้วยเหตุผลหลักว่าเค้าจะไปเลือกนายกคนที่ถูกใจให้เค้า
แต่ก็มีหลายครั้งหลายคราว ที่เราดูเหมือนไร้สิทธิ์ในสภาไม่ว่าคุณจะเสื้อเหลือเสื้อแดงหรือไม่ใส่เสื้อ ต้องลุ้นว่าคนที่เราเลือกไปเป็นตัวแทนเราในสภาเนี่ย มันจะเลือกแทนเรา หรือเลือกแทนใจตัวเอง หรือเลือกแทนหัวหน้ากลุ่มการเมือง หรือจะเลือกแทนผู้ให้สิ่งล่อใจ หรือจะเลือกแทนใจคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ผมดูแล้วผมเห็นว่ามันผิด concept ของสภาผู้แทนราษฏร ยังไงก็ไม่รู้ที่ประชาชนดูไร้อำนาจในการเลือกผู้นำ การเลือกผู้นำตกอยู่ในมือคนไม่กี่คนที่เราเลือกเข้าไป แต่เดาใจไม่ได้ เดาผิดก็หลายครั้ง และไปจับมือเค้ากดปุ่มไม่ได้ แล้วแถมด้วยหลายคนในพวกนี้ก็ ต่อรองอำนาจ ต่อรองเก้าอี้แบบที่ ไม่เห็นหัวคนที่เลือกเค้าเข้าไป หลายคนคงอยากบอกว่า ชั้นเลือกแกเข้าไปแทนความคิดความเห็นชั้นในสภา ไม่ใช่แทนความโลภแกนะโว้ย
ระบบรัฐสภาที่มันควรจะเป็นเป็นแบบนี้นะครับ เราควรมีคนสองกลุ่มนะครับ คนกลุ่มแรก เอาไว้ “Do the right thing” สำหรับระยะยาวมาก ๆและคนในอนาคต และ คนกลุ่มที่สองเอาไว้ตอบสนองความต้องการของคนในยุคนี้ คุณก็อาจจะถามว่าแล้วอนาคตมันเกี่ยวอะไรเนี่ย คำตอบก็ไม่ยาก เพราะว่าการกระทำของคุณในวันนี้ มันไม่ได้ affect คุณคนเดียว อย่างเช่นถ้ากลุ่มที่สองที่ตอบสนองความต้องการของคนในยุคนี้ แล้วคนในยุคนี้เกิดบ้า จะขุดน้ำมันในประเทศเยอะ ๆ เร็ว ๆ ให้หมดไปจะได้ไม่ต้องเสียเงินนำเข้าน้ำมันจากชาวบ้าน ไอ้คนยุคอนาคตถ้าเค้ามีเสียงเค้าก็คงไม่ยอม อาจจะบอกว่าถ้าแกเนี่ยไม่วิจัยหาพลังงานทดแทนแถมใช้น้ำมันหมดเนี่ย แล้วชั้นจะเอาอะไรใช้ละวะ
เมืองไทยก็มีครับ เค้าเรียกว่าสมาชิกวุฒิสภา ที่คุณควรเลือกเข้าไปให้เค้า Do the right thing ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการคุณ พวกนี้คนที่คุณควรเลือกคือคนที่คุณไว้ใจว่าเค้าจะ ไม่ให้ความสำคัญกับความต้องการของพวกเราเหนือกว่าความถูกต้อง พวกนี้ควรเลือกผู้ที่มีวุฒิภาวะเข้าไป แต่ที่เป็นอยู่ในเมืองไทยผมอยากเรียกว่า เป็นสภาห่วงฐานเสียง ตามกระแส ไร้ความคิดของตัวเองมากกว่า เหตุผลที่เป็นแบบนี้ เพราะคนที่เลือกเข้าไปเนี่ยมันค่อนค้างไร้วุฒิภาวะอ่ะครับ คิดแค่ว่าคนที่ให้ผลประโยชน์คือคนที่จะเลือกเค้าในอนาคต และคนที่เลือกเค้าเข้าไปแทน เพราะฉะนั้นต้องเอาใจผู้ให้ผลประโยชน์
แล้วอีกพวกนึงที่เราเรียกว่า สมาชิกผู้แทนราษฏร ที่เราควรจะเลือกเข้าไปให้ เค้าโหวตเหมือนที่เราคิดจะโหวต ก็ตามชื่ออ่ะครับ แทนราษฏร แต่สภานี้ผมเรียกว่า สภาผู้แทนหัวหน้าพรรค สภาผู้แทนหัวหน้ากลุ่มต่อรองเก้าอี้ หรือสภาlemmingครับ เพราะมันทำตาม ๆ ที่หัวหน้าพรรค หรือหัวหน้ากลุ่มต่อรองเค้าบอกอ่ะครับ ไม่ได้ทำหน้าที่แทนราษฎรซักนิด ก็พอเข้าใจอ่ะนะครับ คนต้องใช้ต้องกิน คนให้ผลประโยชน์คือหัวหน้าพรรค หัวหน้ากลุ่มต่อรอง ก็ต้องเอาใจเค้าหน่อย เป็นเพราะว่าดันเอาฝ่ายบริหารกับผู้แทนมารวมกัน เลือกควบกัน มันก็กลายเป็นให้เลือกว่า เค้าจะไม่ได้ทำหน้าที่ หรือ หน้าที่ที่เค้าทำจะไม่ใช่หน้าเค้า…สรุปแล้ว มันก็ไม่ได้ทำประโยชน์ซักอัน
แต่เหตุผลว่าทำไมแก้ไม่ได้ รฐน 40 ผมเดาว่าเค้าก็เห็นปัญหานี้พยายามแก้ด้วยการพยายามแยกออกจากกัน ด้วยการมีระบบบัญชีรายชื่อ แต่ก็ติดอยู่ดีว่าคนให้ผลประโยชน์ คือหัวหน้าพรรคอยู่ดี และก็เลือกควบอยู่ดี วิธีแก้ที่ค่อนข้างชัดเจนก็มีอยู่ แต่ว่าพูดไม่ได้ ในยุคที่คนคลั่งในหลวงจนแยกสถาบันกับตัวบุคคลไม่ออก…. จบดื้อ ๆ ตรงนี้แหละ แค่อยากจะบอกว่า คนที่เลือกไปแทนเราเนี่ย ไม่ค่อยได้แทนเราเล้ย สรุปคือเราก็ไม่มีตัวแทนในสภาอยู่ดี
ที่ผมอยากเห็นเนี่ยคือ ทั้งสองสภาทำหน้าที่ที่เค้าควรจะทำ เลือกเป็นสภา lemming แล้วทำผิดหน้าที่ซักที แล้วแทนที่จะเป็น สส เลือก นายกอย่างเดียว สว ก็เลือกด้วย
December 15th, 2008
เห็นเป็นเรื่อง hot hit เมืองไทยว่าคุณอภิสิทธิ์หนีทหาร ก็ขอเขียนหน่อยเถอะครับแต่ไม่เกี่ยวกับว่าคุณอภิสิทธิ์หนีทหารหรือไม่ แต่เกี่ยวกับว่า ควรมีการเกณฑ์ทหารหรือไม่
ผมเองเนี่ยไม่เห็นด้วยกับการเกณฑ์ทหารตั้งน้านนานแสนนานแล้วครับ เหตุผลถ้าให้พูดเป็นภาษาชาวบ้านง่ายง่ายคือ เสียเวลาและไร้สาระครับ
ถ้าจะอธิบายว่าเสียเวลาและไร้สาระยังไงเนี่ย ต้องมาดูก่อนว่าเรามีทหารไปทำไมแล้วเราควรเอาใครมาเป็นทหาร
แต่ก่อนอื่น ถ้าคุณอายุน้อยกว่า 30 คุณอาจจะเห็นว่าว่า หน้าที่ทหารส่วนใหญ่มีแค่ ปราบม็อบ ทำปฏิวัติ เบ่งกินข้าวฟรี
ล้อเล่นนะทหารดี ๆ ก็มี สอนหนังสือสร้างโรงเรียน รักษาความปลอดภัยภาคใต้
แต่เอาหละเราต้องการมีคนมาป้องกันประเทศแต่เราจะเลือกคนพวกนั้นมาได้อย่างไร ลองมาดูวิธีที่ประเทศไทยใช้ก่อน นั่นคือการบังคับ”ชาย”ไทยทุกคนมาให้”ตรวจเลือก” ตรรกะมีอยู่ง่าย ๆ ว่า
1) คนที่ไม่อยากจะมาตรวจเลือก หมายความว่า เค้าคิดว่ามีอย่างอื่นให้ทำใช้เวลาคุ้มกว่าการเป็นทหาร หรือ
2)การเป็นทหารไม่ใช่อาชีพที่เค้าอยากทำ
การที่เมืองไทยบังคับให้ทุกคนมาเกณฑ์เนี่ย มันก็จะได้คนประเภท 1 และ ประเภท 2 เข้าไปเป็นทหาร ถ้าได้คนประเภท 2 เข้าไปก็เหมือนบริษัทรับคนที่ไม่ค่อยอยากจะทำงานเข้าไป แล้วมันจะได้ประสิทธิภาพได้อย่างไร ถ้าเอาคนประเทศหนึ่งเข้าไป มันก็เป็นการใช้ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่างไม่คุ้มค่า อย่างเช่นเอานักธุรกิจที่จะสร้างงานให้ประเทศมากมายไปเสียเวลาวิ่งไปวิ่งมาก็ไร้สาระอยู่ ความแข็งแกร่งของประเทศไม่ใช่ด้านทหาร ที่มีจำนวนมาอย่างเดียว แต่มีทางด้านเศรษฐกิจสังคม ความรู้ด้วย
เราจะลดการเอาคนประเภท 1 และประเภท 2 ไปเข้าเป็นทหารอย่างไร
คนประเภทหนึ่งเนี่ยเห็นว่าทำอย่างอื่นคุ้มกว่า ก็ลองทำให้เห็นว่าเป็นทหารเป็นการใช้เวลาที่คุ้มกว่า ลองดูประเทศอย่างสหรัฐ(ยกเลิกการเกณฑ์ทหารไปแล้ว) เป็นต้น ทำไมกองทัพเค้ายังมหาศาลอยู่ วิธีการเอาคนเข้าไปเป็นทหารของเค้าคือ เข้าเป็นทหารปีสองปี แล้วจะได้ทุนเรียนมหาลัยฟรีมากมาย แสนจะน่าทำสำหรับครอบครัวที่ไม่มีเงินส่งลูกเรียน เงินเดือนทหารเค้าก็เทียบเคียงได้กับอาชีพอื่นเป็นอาชีพที่ดูแล้วมีเกียรติและมีกินและมีอนาคต ผิดกับ perception เมืองไทยว่าเป็นทหารไร้เกียรติเพราะต้องไปเป็นเบ๊เลียนายพลใครๆ ก็เป็นได้แถมโดนบังคับไปเป็น ไม่มีกินเพราะเงินเดือนน้อย และไร้อนาคตเพราะไร้การให้ศึกษาที่ดีที่ถูก สรุปง่าย ๆ ว่าสิ่งที่อยากให้ทำคือ ยกระดับอาชีพทหารเป็นอาชีพที่ต้องถูกคัดเลือกต้องสมัครไม่ใช่บังคับทุกคนมาเป็น รับคนจำนวนน้อยลง ให้เงินเดือนสูงขึ้น พร้อมกับนำเงินที่เหลือมาให้การศึกษาทหารสูง ๆ แทน เราก็จะได้ทหารที่มีคุณภาพมาขึ้น(ต่างจากพวกเล่นพี่เล่นน้องปฏิวัติกันทุกรุ่นแบบนี้)
ดูตัวอย่างเพิ่งเห็นในโฆษณาตะกี้ว่าทหารประเทศสหรัฐดูเท่ต่างจากไทยอย่างไร http://www.dosomethingamazing.com/
ไม่ใช่เพียงแค่ผมเห็นว่ามันไร้สาระและเสียเวลาเท่านั้น ที่ผมเขียนข้างบนเพื่อปรับความเข้าใจว่าการทำแบบนี้ไม่ถูกถ้าคุณมองตามหลักการเอาผลลัพภ์ความแข็งแกร่งทางทหารเท่านั้น แต่มันผิดสิทธิพื้นฐานมนุษย์ด้วยซ้ำ ก่อนเขียนอันนี้ผมไปอ่าน wikipedia เรื่องการเกณฑ์ทหารมาว่า ใครยังทำอยู่มั่ง และ ใครคิดจะเลิกทำ แล้วคนที่เลิกทำเนี่ยเลิกได้ไงทำไม และ คนสนับสนุนด้วยเหตุผลอะไร คนต่อต้านด้วยเหตุผลอะไร สนุกใช้ได้เลยครับ ลองอ่านดูที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Conscription ยกข้อที่ผมคิดว่ามันต้องเป็นสิทธิพื้นฐานของคนบนโลกนี้ทุกคน
ยกมาจาก ประกาศสิทธิพื้นฐานมนุษยชาติ โดย สหประชาชาติ (พยายามแปลอย่างสุดชีวิต)
* Art.2: Everyone is entitled to all the rights and freedoms set forth in this Declaration, without distinction of any kind, such as (…) sex (…) [ข้อสอง ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ โดยไม่มีการยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น…..โดยเพศ….]
* Art.3: Everyone has the right to life, liberty and security of person.[ทุกคนมีสิทธิใน ชีวิต อิสรภาพ และ ความปลอดภัยของตัวเอง]
* Art.4: No one shall be held in (…) servitude (…) [ไม่มีคนใดควรถูกบังคับใช้งาน(โดยไม่เต็มใจ)]
* Art.18: Everyone has the right to freedom of thought, conscience and religion; this right includes freedom to change his religion or belief, and freedom, either alone or in community with others and in public or private, to manifest his religion or belief in teaching, practice, worship and observance.[ทุกคนมีสิทธิ ในความอิสระในความคิด และศาสนา สิทธินี้รวมถึง อิสรภาพในการเป็นศาสนา ความเชื่อ และอิสรภาพในการแสดงออกทางศาสนา]
* Art.20: (…) No one may be compelled to belong to an association. [ไม่มีคนใดจะถูกบังคับให้อยู่ในองค์กรได้]
* Art.23: Everyone has the right (…) to free choice of employment (…) [ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกนายจ้าง/งานได้โดยอิสระ]
แปลไม่ค่อยดีแต่ผมว่าคุณก็คงได้ idea ว่าการบังคับคนมาทำอะไรที่เค้าอาจจะไม่อยากทำ มันเป็นการริดรอนสิทธิพื้นฐานคนอื่นอย่างไร รัฐธรรมนูญไทยก็เขียนแบบคาบลูกคาบดอกไว้เช่นกันที่มาตรา 38
การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาเป็นการฉุกเฉิน หรือโดย อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งให้กระทำได้ในระหว่างเวลาที่ประเทศ อยู่ในภาวะสงคราม หรือการรบ หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
ตอนเขียนเหมือนไม่มีสสรใส่ใจกับข้อนี้และใจกล้าพอ เห็นการเกณฑ์ทหารเป็นสิ่งที่เค้าทำ ๆ กันมา ก็ทำ ๆ กันไป ไม่มีใครยกขึ้นมาถกกันเป็นเรื่องราว
ถ้าพูดถึงว่าถ้าใครจะไปไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ(ที่ผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่า ไม่ค่อยได้ใช้ตรรกะเท่าไหร่) แถมข้อนี้ให้เข้าไปคิดด้วยนะครับ ให้เขียนใหม่ให้ถูก ๆ
มาตรา ๓๐
บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้ สิทธิและ เสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
ถามว่าการเกณฑ์ทหารโดยเขียนไว้ชัดเจนว่าเพศชายเท่านั้น เนี่ยซึ่งผมว่าไม่ใช่การขจัดหรือส่งเสริมให้บุคคลใช้สิทธิเสรีภาพได้เท่ากับคนอื่นเนี่ย เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุความแตกต่องเรื่องเพศหรือไม่ หรือการบอกว่าต้องคนอายุเท่านั้นเท่านี้ไปเกณฑ์ทหารแก่เกินไม่เกณฑ์เด็กเกินไม่เอา เนี่ยเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลโดยอายุหรือไม่
ผมอยากให้ทุกคนยกเรื่องนี้มาคุยกันมากขึ้นนะครับ แต่ก่อนจะจบเนี่ยอยากฝากไว้ว่า กฏหมายเนี่ยมันไม่ได้ใชักับแค่คุณเท่านั้น มันใช้กับเพื่อนคุณ พ่อแม่พี่น้องคุณ และที่สำคัญที่สุดเนี่ย ลูกหลานและเด็ก ๆ ที่ยังไม่เกิดมาด้วยและไม่ได้มาช่วยคุณเขียนด้วย เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะบรรจุอะไรเข้าไปในกฏหมายบังคับของให้เป็นไปตามใจอยากโดยไร้เหตุผลพอเพียงของคุณเนี่ย ให้เห็นแก่คนที่ยังไม่เกิดมาแล้วต้องมาตามใจคุณหลังคุณตายไปแล้วด้วย สิ่งที่ดีที่สุดที่จะให้พวกเค้าและพวกเรา คือสิทธิในการเลือกการเปลี่ยนกฏหมายเป็นส่ิงที่เหมาะสมกับพวกเค้า (อันนี้พูดรวม ๆ ไม่ใช่การเกณฑ์ทหารอย่างเดียว ถ้าคุณรู้จักผลคุณคงรู้ว่าผมหมายความถึงรัฐธรรมนูญหมวดไหนอยู่ ที่แค่คิดจะเปลี่ยนก็มีสิทธิคุกหรือมากกว่าแล้ว)
December 9th, 2008