ก็ไปหามาจากสำนักงบประมาณเว็บสวย ใช้ง่ายขอชม ได้ความว่า(เดานิดหน่อย) ว่าเงินเดือนในหลวงคือปีละ 65 ล้านบาท(4.1.3) ~ เดือนละ 5 ล้านกว่าบาท เขียนไว้เผื่อใครสงสัยเหมือนกัน ส่วนอื่นที่เหลืออีกเกือบแปดร้อยล้านผมว่าน่าจะเรียกว่าสวัสดิการมากกว่า
เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ เงินเดือนนายกรัฐมนตรี ปีละ 1.4 ล้าน (เดือนละแสน)
เงินเดือนนายกสิงคโปร์(แพงที่สุดในโลก) 3.1 ล้านดอลสิงคโปร์ต่อปี ~60 ล้านบาท
(update) เงินเดือนประธานาธิบดีสหรัฐ 400,000$ ต่อปี ~ 12-16 ล้านบาท http://www.c-span.org/questions/weekly18.htm
http://www.bb.go.th/budget/bu/blue51/25002.pdf
December 28th, 2007
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้น่าสนใจมากครับสำหรับผม คุณบรรหาร ดั้นไปจับมือ กับคุณวัฒนา ตอนที่ กกตประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการตอนที่ พปชอยู่ที่ 223 แล้วผมเดาว่าเชื่อว่า ตัวเลขจะไม่เปลี่ยนไปจากนี้จากนั่นคือ ตอนที่มันเป็น 223 เนี่ย ผมยังแอบนึกในใจว่า บรรหารมันฉลาดว่ะไป co กับวัฒนาก่อนแล้ว นั่นคือเห็นแน่นอนว่า พปช ต้องง้อ ไม่คนใดก็คนหนึ่งในสองพรรคนั้นแน่นอน ซึ่งถ้าเค้าง้ออีกคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งรจะต้องตกกระป๋องไป เพราะฉะนั้นจับมือกันบอกว่าเราจะอยู่ด้วยกัน เป็นการการันตีว่ายังไง๊ฉันก็ได้เป็นรัฐบาล เป็นการ cooperate แบบ win-win Deal นี้ก็เลยน่าสนใจมาก สำหรับทั้งสองพรรค สำหรับพรรคที่ไม่ค่อยจะมีอุดมการณ์เข้าไปในสภากะนั่งเก้าอี้อย่างเดียวไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปในส่ิงที่ตนเชื่อว่าถูก แล้วผมเชื่อว่านี่คือเหตุที่ Deal นี้เกิดขึ้น
สรุปได้เป็นดังนี้คือ
| วัฒนา/เติ้ง |
เติ้งเอา |
เติ้งไม่เอา |
| วัฒนาเอา |
+ |
0 |
| วัฒนาไม่เอา |
0 |
0 |
จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า clear choice ที่ต้องเลือกนั่นคือ เอา Deal นี้แน่นอน
คราวนี้พอหลังจากกกตประกาศว่าจริง ๆ แล้วพปชได้ 233 นะจ้ะเพิ่มมาเยอะมาก มันก็มีอยู่ว่า พปช ไม่มีความจำเป็นจะต้องง้อสองพรรคนี้แม้แต่พรรคเดียว กลายเป็นว่าถ้าเรื่องมากเนี่ย ไปเป็นฝ่ายค้านทั้งคู่ซะ แต่ถ้าจะมาเนี่ย พปช คงอยากได้แค่พรรคเดียว ตารางก็เปลี่ยนไปเป็น (น่ารัก = รักษาสัญญา) (ไม่น่ารัก = ไม่รักษาสัญญา)
| วัฒนา/เติ้ง |
เติ้งน่ารัก |
เติ้งไม่น่ารัก |
| วัฒนาน่ารัก |
ค้านทั้งคู่ |
เติ้งรัฐบาล/วัฒนาค้าน |
| วัฒนาไม่น่ารัก |
เติ้งค้าน/วัฒนารัฐบาล |
แล้วแต่ดวงว่าพปชเลือกใคร |
เพราะฉะนั้น….ด้วยความเป็นพรรคการเมืองไร้อุดมการณ์ของทั้งสองแล้ว ผมเดาว่า มีคนหักหลังอีกคนชัวร์ป้าด จริง ๆ ก็ไม่ชัวร์หรอก แต่ว่ามีคนเขา survey ด้วยคำถามคล้าย ๆ แบบนี้ว่า จะน่ารักหรือไม่น่ารัก (จริง ๆ ก็เทียบไม่ค่อยได้)ผลปรากฏว่า 60% หักหลังอีกคน http://en.wikipedia.org/wiki/Prisoner’s_dilemma
December 26th, 2007
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9500000144301
ไปอ่านข่าวนี่มาว่า สถานีตำรวจจะทำให้มี Bio-diesel เพื่อสนองตามพระราชดำรัสในหลวงเมื่อวาน
คือในฐานนะนักวิทยาศาสตร์ ผมไม่อยากขัดแต่อยากถามว่า…ได้คิดศึกษาผลกระทบแบบเป็นกลางหรือยัง ว่าใช้แล้วมันถูกกว่าในระยะสั้น ระยะยาว ระยะกลาง และ มีความเสี่ยงอย่างไร และจะมีผลกระทบอย่างไรกับสิ่งแวดล้อม และจะต้องปลูกเท่าไหร่ โรงงาน process เท่าไหร่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่อินโดนีเซียถึงขั้นถางป่า ปลูกสบู่ดำ รักในหลวงไม่ได้ผิดอะไร แต่รักอย่างมีสติหน่อยสิ
เพราะผมเห็นกี่ทีนะครับ นักวิชาการทั้งหลายเนี่ย จบเอกจบโท แต่ไม่มีปัญญาจะวิจารณ์สิ่งที่ในหลวงคิดค้นอย่างนักวิชาการ เห็นมาหลายหัวแล้วครับ จบการศึกษาดี ๆ มาตรงแนวมา แต่วิจารณ์เป็นแค่ เศรษฐกิจพอเพียงดีเพราะในหลวงบอก ไร้สาระเป็นบ้า จริง ๆ นะ ใช่ในหลวงท่านก็ทรงฉลาดพอตัว และเป็นคนดี แต่สิ่งที่ท่านบอกท่านคิดค้นเนี่ยจะดีอย่างที่ท่านอยากให้เป็นหรือเปล่า ทำให้นึก รัชกาลที่หก ทรงเซ็งที่ไม่มีใครวิจารณ์งานเขียน ก็เลยต้องใช้นามปากกา
ก็เลยบ่นหน่อยว่า นักวิชาการทำตัวเป็นนักวิชาการหน่อยครับ
December 5th, 2007
ไม่ได้อ่านประชาไท มาน้านนาน วันนี้ได้ไปอ่านมาหนึ่งอันแล้วหงุดหงิดมาก แต่โทษไม่ได้เพราะคนเขียนไม่ค่อยจะได้รู้เรื่อง สิ่งที่เค้าเขียนในทางเทคนิคเท่าไหร่ เอาตัวเลขมาหลอกให้คนกลัวได้ แต่ว่าเค้าไม่ได้เพราะเค้าไม่ได้ศึกษาด้านนี้โดยตรง แต่ที่จะว่าคือ การเลือกหลักฐานเพื่อสนับสนุน point ตัวเองโดยไม่ได้คิดเลยว่าตัวเลขพวกนั้นหมายความว่าอย่างไร ไม่ใช่วิสัยของนักวิชาการ คนอ่านมักจะตกใจโดยไม่ได้คิดอะไรเลย ดูได้จากปรากฏการสนธิ ที่คนเชื่อเข้าไปได้ -_-
บทความที่ว่า http://www.prachatai.com/05web/th/home/10448
อย่าไปมองว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลเถื่อนขออย่างเดียว ลองมองในส่ิงที่เขาเสนอ เฉย ๆ แล้วตัดสิน ผมก็ไม่ได้สนับสนุนให้หลับหูหลับตาตั้งหน้าตั้งตาทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เราต้องถามตัวเองก่อนว่าเราพร้อมจะสร้าง และดูแลหรือยัง ตอนนี้ผมก็ตอบไม่ได้ ผมรู้จักนักเรียนไทย ที่เรียน Nuclear Engineering แถวนี้คนเดียว ที่เมืองไทยรู้จักคนที่จบด้านนี้มาสองคน
แต่ก่อนอื่นผมเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ผมเข้าใจว่าของพวกนี้มันทำงานอย่างไร แต่ผมไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือ ระเบิดนิวเคลียร์เป็นช้ินเป็นอันหรอกครับ ไม่ใช่ expertise ของผมต้องถามพวก engineer เอาว่าสร้างยังไง
เอาละการทำตัวเลขให้น่ากลัว(คล้ายกับวิธีการที่ Global Warming หลายคนทำ) ตัวเลขมันจริงแต่ไม่น่ากลัวถ้าเข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร
อย่างเช่นคุณใจเขียนว่า “เตานิวเคลียร์หนึ่งแห่งผลิตกากนิวเคลียร์ประมาณ 25-30 ตัน” อ่านไม่ดีก็จะบอกว่าโหตั้ง 25-30 ตันแหนะ ถ้าได้คิดหน่อยก็จะถามว่ามันแปลว่าอะไร(วะ) 25 ตันนี่เราต้องสร้างกี่ปี แล้ว 25 ตันเนี่ยมันเยอะขนาดไหน
ลองมาคิดกันว่าถ้าเมืองไทยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์หมดเนี่ย ปีนึงจะสร้างกากนิวเคลียร์กี่ตัน แล้วมันใหญ่ขนาดไหน
1000 MWe ใช้ 25 ตันต่อปี (1000 MWe ~ 80,000,000,000 kWe-hour ในหนึ่งปี (แปดหมื่นล้าน)) http://www.uic.com.au/wast.htm
เมืองไทยใช้พลังงานไฟฟ้า 200,000,000,000 kWe-hour(สองแสนล้าน) http://fridaycollege.org/index.php?file=energy&obj=forum.view(cat_id=en_news,id=16)
เพราะฉะนั้นถ้าเมืองไทยใช้พลังงานนิวเคลียร์หมดเลยเนี่ยจะใช้ fuel 62 ตันต่อปี
เอาหละถ้าได้คิดอีกหน่อยก็จะบอกว่า ไม่มีไอ้บ้าที่ไหนสร้างพลังงานในประเทศมาจาก นิวเคลียร์ 100% หรอก อย่างเช่นพลังงาน หนึ่งในหกของประเทศอเมริกาเท่านั้นที่มาจากหลังงานนิวเคลียร์
และ โรงงาน 1000 MWe ก็ไม่สามารถ operate ที่ full capacity ได้ทั้งปี (เดาว่าใช้ได้ 80% ของ spec ละกัน)
รวมเลขทั้งหมดนี้ประมาณการตัวเลขที่สมจริงขึ้นมาหน่อยได้ว่า 13 ตันต่อปี ถามว่ามันใหญ่ขนาดไหน
ความหน่าแน่น กากกัมมันตรังสี(ไม่ต่างจาก Uranium มาก) คือ….19 ตัน ต่อลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นเราผลิตกากนิวเคลียร์ ประมาณ 1 ลูกบาศก์เมตรต่อปี(90% เป็นพวกที่เก็บไว้ไม่เกินสิบปีก็ไม่เป็นอันตรายแล้ว(ที่เอาไปทำกระสุนตามที่คุณใจบอกในบทความ แต่เอาไปยิงคนในอิรัคหรือเปล่านี่ไม่รู้)) น้อยนิดกระจิ๋วริ๋ว
ไม่ได้เยอะมากมายขนาดนั้น ที่คุณใจบอกว่า 25-30 ตันเนี่ยเดาว่าคุณใจเค้าคงไปเอาตัวเลขมาโดยไม่ได้คิดว่าแปลว่าอะไร (หน่วยมันไม่ได้่บ่งบอกความน่ากลัวอะไรเลย)
แต่ถามผมว่าควรสร้างหรือเปล่า ผมจะบอกว่าไปรวม expert คนไทยมาก่อนแล้วให้เค้าทำรายงานมาให้คนดู นักการเมืองเถียงกันเรื่องวิทยาศาสตร์ มันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย
แล้วอีกอย่าง Nuclear Bomb กับ Nuclear Power Plant เนี่ยถึงจะมีคำว่า Nuclear เหมือนกัน หลักการคล้ายกัน ให้ไอ้คนที่มันทำ Nuclear Power Plant เป็นไปทำ Nuclear Bomb มันก็ทำไม่เป็นอ่ะครับ(แต่ถ้าศึกษาต่อก็พอทำได้ (เค้าเอานักฟิสิกส์มารวมหัวกันเพื่อทำลูกแรก ถึงหลายคนจะปฏิเสธเข้าร่วมก็ตาม))
นั่นแหละครับผมอยากฝากไว้แค่ อ่านอะไร อย่าตกใจ แต่ให้คิด อย่าหลอกตัวเองว่าเข้าใจ
http://fridaycollege.org/index.php?file=energy&obj=forum.view(cat_id=en_news,id=16)
http://www.21stcenturysciencetech.com/Articles%202005/Renewable.pdf ให้อ่านเล่น
http://en.wikipedia.org/wiki/Nuclear_fuel_cycle
http://cseserv.engr.scu.edu/StudentWebPages/IPesic/ResearchPaper.htm
http://en.wikipedia.org/wiki/Uranium
December 5th, 2007
อันนี้เขียนสั้น ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ทนอ่านละกันครับ
ผมคิดเรื่องนี้ไว้ประมาณปีที่แล้ว เพราะวันนึงผมเกิดสงสัยอะไรง่าย ๆ ว่า รัฐบาลมีควรเก็บเงินเหมือนคนออมทรัพย์หรือไม่ เพราะหลายคนบอกรัฐบาลต้องประหยัด รัฐบาลต้องมีเงินเหลือเก็บ คำถามจริง ๆ ผมคือรัฐบาลจะเก็บเงินไว้ทำ(บ้า)อะไร (ไม่เขียนวันนี้แต่ว่า ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ควรออมเงินเหมือนชาวบ้าน)
คำถามนี้ทำให้ผมคิดอะไรที่ผมดีใจตอนที่ผม realize fact อันนี้ ไม่ค่อยเกี่ยวกับ คำถาม original เท่าไหร่เลย คือ ผมคิดถึงวงจรของเงินว่า ในการหมุนของเงินระหว่างคนหนึ่ง(อย่างเช่นรัฐบาล) กับอีกคนหนึ่ง(ชาวบ้าน)เนี่ยมันเกิดอะไรขึ้น
เวลารัฐบาลซื้อของจากชาวบ้าน เราก็มีคำถามว่า ชาวบ้านเอาอะไรไปแลกกับรัฐบาล ตัดข้อยกเว้นที่ไม่ทำให้ main point เสียไปคำตอบคือ ชาวบ้านเอาทรัพยากรธรรมชาติมาแลก นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่เงินหมุน ทรัพยากรธรรมชาติหายไป แต่เงินในระบบก็ยังเท่าเดิม แต่ทรัพยากรธรรมชาติหายไป (ใน timeframe ~1ปี)

อันนี้ดูไม่ดีแน่ ทุกครั้งที่เงินหมุน เราเอาทรัพยากรที่จำกัดหายไป ผมก็เลยคิดหนักครับว่า ถ้ามองว่าเราแลกทรัพยากรธรรมชาติไปกับความว่างเปล่า ไม่ดีแน่ คำถามที่ผมถามตัวเองอีกทีคือเราได้อะไรกลับมาจาก ทรัพยากรธรรมชาติ หรือการที่เงินหมุนไปหมุนมา
หลังจากคิดไปอีกหลายวันผมก็คิดได้ว่า สิ่งที่ได้คืนมาจากการเสียทรัพยากรธรรมชาติไป คือ เทคโนโลยี ความรู้ ความเข้าใจทั้งหลาย เพราะทุกครั้งที่คนหนึ่งต้อง produce ของให้กับอีกคนหนึ่ง คนที่ทำของก็ต้องมีการ research และผลลัพธ์จากการ research น้นคือเทคโนโลยีทั้งหลาย

ผมคิดว่ามันคุ้มมากเลยนะเนี่ย ว่า เสีย reproducible(eventually) resource ไปได้ infinitely reproducible resource ออกมา
ถ้าเราอยู่ในวงจรที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปเรื่อย ๆ แล้วเราไม่สร้างอะไรที่เป็น องค์ความรู้ออกมา เนี่ยเราเป็นตัวถ่วงอยู่นะ ถ้าถามผมว่าควรใช้เงินยังไง ผมก็จะบอกว่า…ใช้เงินให้มันเกิด technology ขึ้นมา Advisor ผมเคยประโยคนึงน่าสนใจมาก เค้าบอกว่า ที่อเมริกาอยู่อย่างหรูหราอยู่ทุกวันนี้เนี่ย เป็นเพราะการลงทุนใน Science/Technology เมื่อ 50 ปีก่อน ย้อนกลับมาประเทศเรา…ดูทั้งกี่พรรคที่สมัคร ไม่มีพรรคไหนซักพรรคที่มองยาวถึงการลงทุนระยะยาว(เกินสี่ปี) ในด้าน fundamental science/ technology เลย สงสัยผมต้องเป็นนายกเองซะละ
คราวนี้ลองมาดูรูปสามอันกันนะครับ นี่คือการ Trade ระหว่าประเทศที่ฉลาดหน่อย กับประเทศไทย (ไม่ค่อยจริงเท่าไหร่หรอกบริษัทฉลาด ๆ หน่อยเมืองไทยก็มีแต่ทำรูปพวกนี้ให้ฉุกคิด)
ที่นักการเมืองมองเห็น(ตามนโยบายพรรคและการกระทำ)

ตอนนี้ที่เป็นอยู่

ที่ผมอยากให้มันเป็น

December 3rd, 2007