Archive for June, 2007
ประสบการณ์การสอนผมค่อนข้างน้อยนิด เคยสอนแต่กลุ่มเด็กเก่งมากกลุ่มเล็ก ๆ และ สอนแบบกลุ่มเด็กปกติทีละคนสองคนเท่านั้น กลุ่มใหญ่ ๆ ยังไม่เคย (ที่ผมสอนมาทั้งหมดเค้าถามผมหมดอ่ะครับ บางอันมันทำให้ผมเข้าใจที่สอนเค้าดีขึ้นด้วยซ้ำ)
แต่ประสบการณ์การเรียนนั้นผมเรียนมาหลายรูปแบบอ่ะครับ จนสังเกตได้ว่าแบบนี้ work แบบนี้ หลับ แบบนี้ ไม่รู้เรื่อง แบบนี้ไรสาระ
เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปว่า นักเรียนไม่ถาม ตอนเด็ก ๆ ผมก็เป็นครับ ในบทความนี้ผมจะตั้งสมมติฐานว่าทำไมนักเรียนไม่ถามนะครับ บทความนี้จะเหมือนบ่นมากกว่าบทความเป็นทางการ
1) จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบคนตอบไม่กล้าตอบ จะเลี่ยงไปในทาง discredit/intimidate คนถาม
อย่างเช่น คุณกล้าพอที่จะตอบคำถามนี้หรือไม่ว่า
ทำไมเราต้องยกย่องเชิดชูในหลวง ใช่ในหลวงเป็นคนดี แต่คนที่ดีมีอีกเยอะแยะทำไมเราไม่เห็นยกย่องแบบในหลวงเลยล่ะ
คำที่คุณจะได้รับตอบกลับมามักเป็นว่า แกไม่รักในหลวงใช่ไหม นิสัยไม่ดี -_-”
คำถามนี้ น้องผมอยู่ ป.4 ถามผม ผมเดาว่าน้องผมไม่กล้าไปถามคนอื่น กล้าถามผมคนเดียวเพราะผมไม่เลี่ยงตอบคำถามไม่ว่าจะประหลาดขนาดไหน และตอนนั้นผมคิดว่าน้องเค้าอารมณ์เซ็งจัด ด้วยการยัดเยียดความรักในหลวงใส่เด็กให้เด็กเขียนเรียงความกลอน ทำบ้าทำบอ ว่าฉันรักในหลวงจาก
หรือ อีกอันน้องคนเดิมถามว่า ทำไมเราต้องทำดีด้วยล่ะ….โดยส่วนตัวผมชอบคำถามของเด็ก ๆ แบบนี้นะครับ เพราะเค้าถามแบบปราศจาก สมมติฐาน ใด ๆ challenge common sense ของคุณ(ถ้าคุณ take the question seriously)
เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่า ด้วยการจำได้ว่า ถามคุณครูทีไร คุณครูตอบกลับมาแบบเลี่ยงคำถาม หรือตอบกลับมาแบบว่า ถามอะไรเนี่ยกวนจริง ๆ ถามอะไรเนี่ยไม่ตั้งใจฟังที่ครูสอนใช่ไหม แล้วก็ไม่ตอบ เพราะฉะนั้นเราจะถามไปทำไม
2) ครูสอนไม่รู้เรื่องจริง ๆ อันนี้ไม่รู้จะพูดอะไรครับ แต่คำถามนึงที่ถามได้ คือ ช่วยพูดใหม่อีกครั้งได้ไหม แต่มันก็จะย้อนกลับไปที่ข้อหนึ่งว่า ไม่ได้ตั้งใจฟังฉันพูดใช่ไหม
3) เด็กจดอย่างเดียวไม่ได้เข้าใจว่าจดอะไรไปก็เลย มีแต่คำถามจำพวกว่า ที่อาจารย์เขียนบนกระดานนั่นตัวอะไร คำถาม conceptual ก็เลยไม่มี
พบได้ในหลายคน แต่ผมเป็นคนนึงครับ ที่มักจะเข้าห้องเรียนตัวเปล่า กระดาษก็ไม่มี จดก็ไม่เคยจด และใน Field ของผมผมพบว่า คนที่ไม่จดมักจะเรียนได้ดีกว่าคนที่จด
ถ้าถามว่าทำไมเด็กจดอย่างเดียวไม่ได้สนใจหรอกว่าจดอะไรไป เดาได้ว่าเป็นวิธีที่สอน อย่างเช่นในบางวิชาเช่นชีวะ ตามประสบการณ์ของผมสมัยมัธยม คือ อ่านหนังสือ/แผ่นใสให้ฟัง ซึ่งผมและเพื่อนได้นินทาคนสอนว่า กูก็เป็นครูได้วะ นั่นคือ มันเป็นวิธีสอนที่ไม่เคยเน้นความเข้าใจ แต่เน้นการจดจำข้อมูล
และครูก็จะบอกว่า นี่ขนาดออกข้อสอบความจำนะ ยังทำไม่ได้ แล้วข้อสอบวิเคราะห์จะทำได้อย่างไร
ผมซึ่งเกลียดชีวะวิทยาอย่างมาก ก็ต้องมาเรียนอีกครั้งตอนอยู่มหาลัย(โดนบังคับ) พบว่า การสอนชีวะวิทยาต่างกันโดยสิ้นเชิง ใช่ครับมันต้องจำเหมือนเดิม แต่จำใน limit ที่เหมาะสม แล้ววัดผลด้วยการคิด
ย้อนกลับมาที่คำที่คุณครูชอบบ่นว่า ขนาดออกข้อสอบความจำนะ ยังทำไม่ได้แล้วข้อสอบวิเคราะห์จะทำได้อย่างไร
ผมจะตอบว่า…เพราะคุณให้เด็กจำเยอะน่ะสิครับ ลองสอนเด็กมีเนื้อหาให้จำน้อย ๆ แล้วคิดวิเคราะห์เยอะ ๆ สิครับ อย่างเช่น ยังจำได้ว่า ต้องนั่งท่อง phylum ของพืชและสัตว์ชนิดต่าง ๆ บ้าบอ พืชและสัตว์บางชนิดเกิดมาไม่เคยเห็น ชื่อฝรั่งอีก แล้วข้อสอบก็ถามว่า ตัวประหลาดนี้อยู่ใน phylum อะไร คุณตั้งใจจะสอนว่าสิ่งมีชีวิตแต่ละอย่างอยู่ในphylumอะไร หรอครับ ผมเดาว่าคุณตั้งใจสอนว่า สิ่งมีชีวิต ได้ถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ชื่อ phylum นะแล้วพวกกติกาที่เค้าใช้แบ่งเป็นแบบนี้นะ
ถ้าการวัดผลเป็นแบบนี้ แน่นอนว่าคนเรียนต้อง จดอย่างเดียวแล้วนำไปท่องทีหลัง ฉันรู้นะว่าฉันเรียนอะไรไป แต่ฉันคงจำไม่ได้ว่า ตัวชื่อประหลาดนี้ หน้าตายังไง และ phylum ชื่อประหลาดนี้มีิข้อแบ่งพวกอย่างไร
ลองเปลี่ยนคำถามเป็นแบบนี้สิครับ หัวข้อสอบ เขียน definition ของแต่ละ phylum ให้ว่าแต่ละ phylum ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
แล้วก็วาดรูปตัวประหลาดมาอันนึง ชี้บอกที่สำคัญ แล้วถามเด็กว่า ตัวประหลาดนี้อยู่ใน phylum อะไร
วัดผลแบบนี้คนเข้าไปเรียนตัวเปล่านั่งฟังเข้าใจก็ได้ครับ
โดนการวัดผลแบบนี้เข้าไปบ่อย ๆ ทำให้บางคนถึงกับ เข้าใจว่า จำได้กับเข้าใจ คือ คำเดียวกัน
4) อีกอันนีงคือ เด็กไม่สนใจที่จะเรียนรู้ โดยทั่วไปแล้ว เราจะโทษเด็ก ลองถามตัวเองสิครับว่า ที่คุณสอนมันน่าเรียนขนาดไหน ตอนผมเป็นนักเรียนมัธยม ผมโดดเรียนไปเตะบอลประจำอ่ะครับ เพราะห้องเรียนมันไม่สนุก เด็กสมัยนี้คงอยากกลับบ้านไป up level เกม online ปัญหานี้ค่อนข้างเป็นปัญหาโลกแตกอ่ะครับ แต่ solution ง่าย ๆ ที่ผมพบคือ
อย่าสอน แต่ ให้เรียนไปกับนักเรียน อย่างเช่น ถ้าคุณจะสอน ทฤษฏีเลขอันนึงที่ต้อง prove
วิธีแรกที่คุณจะสอน คือ เขียนทฤษฏีนั้นบนกระดาน prove ให้เด็กดูทีละขั้นทีละขั้น อันนี้คือวิธีสอนทั่วไปที่ผมว่า เด็กหลับ
วิธีที่สอง เขียนทฤษฏีนั้นบนกระดาน แล้วหยุด แล้วถามว่า เราจะ prove กันอย่างไร ไม่ตอบเราไม่ไปไหน แต่ถ้าไม่มีคนตอบนานและเด็กไม่ทำท่าว่าคิดอยู่แล้ว ก็ให้ใบ้เพิ่ม ใครตอบได้ อาจจะให้ขนมอะไรก็ได้ขำ ๆ อันนี้เด็กจะได้ เหมือนว่า เล่มเกมโชว์อยู่ บังคับให้ pay attention แต่บางคนอาจจะบอกว่า มันก็คงมีเด็กสามคนข้างหน้าตอบเท่านั้น
ก็เรียกถามคำถามง่าย ๆ กับคนที่ไม่ได้ตอบ หรือ เรียกขึ้นมาแล้วปล่อยมุขอะไรก็ได้
หรือวิธี Teletubbies ที่ผมไม่เคยลองแต่น่าลอง ถ้าคนเคยดู Teletubbies จบพบว่า เค้าเล่นมุขสองครั้งฉายซ้ำติดกัน นั่นคือ เที่ยวแรก สอนเสร็จลบ แล้ว ลองใหม่อีกที
June 12th, 2007
ได้ไปทราบมาว่า คนชุดเขียว กำลังขายกระดาษปึกนึง เห็นท่าว่าขายไม่ออก
รู้สึกว่าสีเหลืองกำลังอินเทรนด์ ก็เลยปิ๊งไอเดียบรรเจิด
เอากระดาษปึกนั้นมาใส่กล่องสีเหลือง แล้ว โฆษณากระดาษปึกนั้นว่า อยู่ในกล่องสีเหลือง (official หรือเปล่า ก็ไม่รู้)
แต่ดันลืมไปว่า คนซื้อเค้านั่นอ่ะ ไม่ได้ซื้อกล่อง แต่เค้าซื้อ กระดาษ
นี่อีก เราปรัชญาทางเศรษฐกิจ อยู่ในกล่องสีเหลือง
Marketing โฆษณาอย่างเดียวว่า มันอยู่ในกล่องสีเหลือง ลืมโฆษณาไปว่าของในกล่องนั้นดีอย่างไร
คนreviewก็ไม่กล้าบอกว่าของในกล่องนั้นไม่ดีอย่างไร เพราะเดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่าไปวิจารณ์สีของกล่อง แล้วบอกว่า เชยตกยุค
คนซื้อของเพราะดูแต่กล่องก็มีเยอะ จะไปห้ามก็ไม่ได้ก็ยี่ห้อเค้าดีจริง
แต่ระวังของเก๊ นะครับ
June 5th, 2007
ตลกดีครับไปเจอมาใน pantip.com
วันนี้ผมไปทำธุระแถวฝั่งธน ลงสะพานพระปิ่นเกล้าเสร็จก็ขับรถมาตามถนนเรื่อยๆ จนมาผ่านหน้าสนามมวยราชดำเนิน ด้วยถนนโล่งก็เลยใช้ความเร็วได้ในระดับหนึ่ง พลันเหลือบไปเห็นหมาตัวหนึ่งกำลังจดๆจ้องๆจะลงจากฟุตบาทมายังถนน เมื่อผมเห็นดังนั้นผมก็เลย เอื้อมมือไปกดสวิทช์แตร ” ปี๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน” เพราะถ้ามันลงมาในถนนตอนนั้น ผมคงชนแน่ แล้วความเสียหายก็คงจะเกิดขึ้น ได้ผลเสียแตรทำให้มันตกใจและยืนอยู่กับที่ ผมขับผ่านมันไปจนไปติดไฟแดงหน้า UN
ทันใดนั้นมีทหารในเครื่องแบบลายพรางเดินมาที่รถผม มาเคาะกระจกแล้วถามผมว่า ผมบีบแตรทำไม งง ครับในตอนนั้น ผมก็เลยตอบไปตามความจริงว่า “ก็บีบไล่หมานะซิครับ” ทหารผู้นั้นทำหน้าบอกไม่ถูก หยุดคิดสักพักรถก็ได้ไฟเขียว เค้าก็โบกมือให้ผมไป
นั่ง งง อยู่นานว่ากับแค่บีบแตรไล่หมาหน้าสนามมวยราชดำเนิน มันผิดอะไรหรือ ?? ถามกับตัวเองอยู่สักพัก ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า ตรงนั้นมันเป็นที่ตั้ง บก.ทบ นี่เอง
แอบอมยิ้มกับตัวเองเล็กๆ แห๋มน้อออ ก็แค่บีบแตรไล่หมา อิอิ
แก้ไขเมื่อ 02 มิ.ย. 50 12:22:07
จากคุณ : Gun’n - [ 2 มิ.ย. 50 12:20:05 A:124.120.17.133 X: ]
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P5468616/P5468616.html ที่ก๊อปมาเก็บไว้เพราะว่า กระทู้พันทิพย์ ทิ้งไว้แป๊บเดียวเดี๋ยวก็หายไป
ว้า ตอนนี้ไม่ได้อยู่เมืองไทย ก็ฝากคนที่ขับรถผ่านไปแถวนั้น แล้วเห็น “หมา” หรือ “กรม เอ๊ย กรงหมา” ฝากบีบแตรไล่ด้วยครับ
June 2nd, 2007
เอาภาษา latin มา post จริง ๆ ผมก็ไม่รู้ latin หรอกครับ ไปหาข้อมูลศึกษามากับการลงโทษย้อนหลังมาเลยเอามาแบ่งกัน
Ex Post Facto[law] แปลว่า From something done afterward ภาษาอังกฤฏเรียกว่า retroactive [law] หรือ [กฏหมาย] ที่มีผลย้อนหลัง
อีกหนึ่ง latin ที่จะเอามาโพสต์ ตุลาการก็ยกคำแปลของหลังการนี้มา
Nullum crimen, nulla poena sine praevia lege poenali แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า No crime (can be committed), no punishment (can be imposed) without (having been proscribed by) a previous penal law ขึ้เกียจแปลเป็นไทย แต่ให้สังเกตคำสำคัญว่า penal law หมายถึง กฏหมายที่เกิดขึ้นมาเพื่อบังคับลงโทษใช้เวลามีการฝ่าฝืน(ภาษาไทยเรียกกฏหมายอาญา)[สิทธิของคนอื่น] เพื่อความกระจ่างนำมาเปรียบเทียบกับ civil law ซึ่งเป็นกฏหมายเพื่อช่วยแก้ไขสิ่งทำผิดไปแล้ว(ภาษาไทยเรียกกฏหมายแพ่ง)
อย่างเช่น ห้ามฆ่าคน ถ้าฆ่าโดนขังคุก เป็น penal law เพราะเป็นการ ฝ่าฝืนข้อบัญญัติไว้ในกฏหมาย ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยแก้อะไรขึ้นมา
แต่กฏหมายไม่ได้บอกว่าห้ามขับรถชนรถคันอื่น แต่กฏหมายบอกว่าถ้าคุณไปขับรถชนรถคันอื่นแล้ว คุณต้องจ่ายค่าเสียหาย อะไรก็ว่าไป ซึ่งเป็นการพยายามให้คนกระทำผิดนั้น แก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้น
ถ้าดูดี ๆ นี่คือเหตุผลว่า ทำไม ความผิดทางแพ่งนั้นยกฟ้องได้ เพราะ นาย A ขับรถชนรถนาย B นาย B บอกไม่ต้องมาช่วยฉันแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นกฏหมายก็ไม่ควรบังคับให้นาย A แก้ปัญหาที่นาย B บอกไม่ต้องมาช่วยฉันแก้ (by default ยกฟ้องไม่ได้เพราะความผิดได้เกิดขึ้น)
make sense หรือเปล่าที่เขียนไว้ว่าเป็น penal law ผมว่าคนคิดหลักการนี้ค่อนข้างรอบคอบครับ make sense มาก นั่นคือถ้าไปดูจุดประสงค์ของกฏหมายประเภท penal law และ กฏหมาย ประเภท civil law นั่นคือ กฏหมายลงโทษการฝ่าฝืน กับ กฏหมายช่วยแก้ไขในสิ่งที่ทำผิดไป นั่นคือ civil law กำหนดการแก้ไขปัญหาไว้ ซึ่ง อาจจะมีความจำเป็นที่สิ่งที่เขียนไว้ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงมีความจำเป็นต้องออกกฏหมายใหม่เพื่อออกมาช่วย แก้ปัญหา
ตุลาการตีความหลักการถูกครับว่าต้องเป็น การลงโทษทางอาญา แต่….ปัญหาคือ ตุลาการจะตีความตามหลักการเมื่อต้องการ และ ตีความตามตัวหนังสือเวลาที่ต้องการ อย่างน่าเกลียด ไม่ยอมเลือกใช้ซักอัน
การตีความกฏหมายข้อที่ห้ามบังคับใช้กฏหมายย้อนหลังเวลาที่ไม่เป็นประโยชน์ต้องผู้(อาจจะ)ได้รับโทษ นั้นเป็นการตีความตามหลักการเจตนารมณ์ของกฏหมาย ใช้หลักการ Nullum crimen, nulla poena sine praevia lege poenali และแปลได้ถูกต้อง ว่าเป็นกฏหมายอาญา
คราวนี้ สมมติว่า ประกาศ คปค มีผลใช้ย้อนหลัง (สมมตินะเพราะเดี๋ยวตอนท้ายจะบอกอีกทีว่า ทำไมผมว่าไม่มีมันมีหลักการที่มันขัดอีก)
ถ้าเรามาพิจารณาว่า การตัดสิทธิ์ทางการเมืองนั้น เป็นความผิดอาญาหรือความผิดทางแพ่ง ตุลาการเลือกตีความตามตัวหนังสือ โดยอ้างว่าไม่ได้อยู่ในประมวลกฏหมายอาญา เพราะฉะนั้นไม่ใช่กฏหมายอาญา เป็นการกระทำที่ประหลาดมากเพราะตะกี้เลือกตีความตามเจตนารมณ์อยู่หยก ๆ ตอนนี้บอกไม่เอาละ ฉันจะตีความตามตัวหนังสือ
ลองดูว่า ถ้าตีความตามเจตนารมณ์ของประเภทกฏหมายแล้ว การตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นการแก้ปัญหาหรือเป็นการลงโทษการฝ่าฝืน ผมว่ามันไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาครับ เพราะมันไม่ได้ช่วยแก้ไขหรือบรรเทาสิ่งที่เกิดมาแล้ว
เทียบกับการจ่ายเงินเวลาขับรถชนรถคันอื่น มันได้เป็นการห้ามไม่ให้คุณไปขับรถชนรถคันอื่น แต่เป็นการ ช่วยคุณแก้ไขผลของการที่คุณไปขับรถชนรถคันอื่น
ถ้าบอกว่า ถ้าแกทำเลือกตั้งสกหปรกนะ ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กกต หรือ ใครก็ตามที่จัดเลือกตั้ง กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป นั่นเป็นการช่วยแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นเป็นแพ่ง เพราะกกตเสียตังค์เสียเวลา
แต่ การบอกว่าถ้าแกทำเลือกตั้งสกปรกนะ แกห้ามทำการเลือกตั้งอีก ไม่ได้เป็นการแก้ไขสิ่งเกิดขึ้นแต่อย่างไร แต่เป็นการลงโทษการฝ่าผืนสิทธิของคนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้ง (เค้าเรียกหน้าที่แต่ผมใช้สิทธิเห็นภาพชัดกว่า) ที่มีสิทธิในการในการกาการเลือกตั้งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่ามันเป็นความผิดทางอาญา ตามเจตนารมณ์ของกฏหมายอาญา
คราวนี้ เนื่องจากหลักาการ Nullum crimen, nulla poena sine praevia lege poenali ผมเห็นว่าเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญก็เลยเดาว่า น่าจะมี international law เขียนห้ามไว้อย่างชัดเจน
ตาม Article 15 ของ International Covenant on Civil and Political Rights
Article 15
1 . No one shall be held guilty of any criminal offence on account of any act or omission which did not constitute a criminal offence, under national or international law, at the time when it was committed. Nor shall a heavier penalty be imposed than the one that was applicable at the time when the criminal offence was committed. If, subsequent to the commission of the offence, provision is made by law for the imposition of the lighter penalty, the offender shall benefit thereby.
2. Nothing in this article shall prejudice the trial and punishment of any person for any act or omission which, at the time when it was committed, was criminal according to the general principles of law recognized by the community of nations.
เพราะฉะนั้นการบังคับใช้กฏหมายย้อนหลังเป็นการทำผิดกฏหมายนานาชาติ
แต่ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เดี๋ยวจะเข้าใจผมผิดว่าชี้โพรงให้ทรท
นักการเมืองพรรคการเมืองจะอยู่จะไปเรื่องของเค้า แต่ ความยุติธรรมต้องคงอยู่
June 1st, 2007