รู้สึกดีที่ได้รู้ ภาค 1
ตอนแรกกะจะรวมบทความสามอันในอันเดียวแต่เขียนไม่ไหวครับ
สิ่งที่ผมคิดว่าคุ้ม และผมรู้สึกดีที่สุดที่ได้เรียน ไม่ได้เกี่ยวกับ ฟิสิกส์ หรือ เลข หรือ คอมพิวเตอร์โดยตรง แต่กลับเป็นสิ่งที่มาจากวิชาที่ ผมไม่อยากลง และโดนบังคับลง เพราะไม่ลงไม่จบ ชื่อวิชาอะไรแถว ๆ intro to philosophy อะไรแบบนี้ ผมจะบอกถึงสิ่งที่ผมจะว่าก่อน แล้วผมจะบอกว่าบทเรียนที่สำคัญที่สุดคืออะไร
สิ่งที่ผมว่าคุ้มที่สุดที่ได้เรียนมีชื่อว่า The Problem of Induction พูดง่าย ๆ คือ ปัญหาถามว่า
คุณสรุปได้ยังไงว่าพระอาทิตย์ จะขึ้นพรุ่งนี้ based on the fact that พระอาทิตย์ขึ้นมาทุกวัน????
ผมได้ยินครั้งแรกผมก็เห็นได้ทันทีว่า คนใช้ argument นี้สามารถทำความรู้วิทยาศาสตร์(ยกเว้นคณิตศาสตร์ แต่เลขก็มีปัญหาอื่นเช่นกัน)ที่เราสร้างมานานมาก ๆ พังทลายหมดเลย ให้คิดเองก่อนสองนาทีครับว่าความลึกซึ้งของคำถามนี้มันอยู่ไหน
.
.
.
คิดออกหรือคิดไม่ออกผมก็จะพูดต่อแล้วครับ ถ้าคิดไม่ออกไม่ต้องเสียใจครับ จากการ survey คนหลายคน หลายคนคิดว่าปัญหาไร้สาระงี่เง่าว่างงานไม่มีอะไรทำหรอ เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจครับที่มองไม่เห็น ความลึกซึ้งของคำถามนี้อยู่ที่ว่า นี่คือวิธีที่เราได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์(อันนี้เถียงได้ครับ) ลองคิดถึงคำถามที่เค้าถามก่อนนะครับ
ว่าเวลาคนถามว่า รู้ได้ไงว่าพระอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้ เราก็มักจะตอบว่า ก็มันขึ้นมาทุกวันอ่ะ ถามอะไรบ้าบ้า แต่ถ้าถามต่ออีกว่า แล้วขึ้นมาทุกวันแล้วมันเกี่ยวอะไรกับวัันพรุ่งนี้ล่ะ อาจจะเริ่มอึ้งได้ ตอนนี้คำตอบสุดฮิตมีสองอันครับ
1) งั้นเอาอย่างนี้ละกัน แกรู้จัก กฏของ newton ใช่ป่ะถ้าแกไปคิดเลขมานะแกะจะพิสูจน์ได้ อืมใช่ แต่แกรู้ได้ไงล่ะว่า กฏของนิวตันมันจะworkวันพรุ่งนี้
2) ก็มันขึ้นมาทุกวันไง พรุ่งนี้มันก็เหมือนเดิม
สองอันนี้มันก็เจอปัญหาเดิม นั่นคือ คุณรู้ได้อย่างไรว่าทฤษฏีคุณจะใช้ได้เหมือนเดิมในวันพรุ่งนี้ (การสรุปโดยใช้เหตุผลว่ามันเกิดขึ้นมาทุกวันแล้วมันจะเกิดในวันพรุ่งนี้เรียกว่า induction ครับ(สำหรับคนที่รู้จัก mathematical induction, mathematical induction มันเป็น deduction ครับ)) Process ของการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์(เหมือนเดิมยกเว้นคณิตศาสตร์ซี่งมีปัญหาอื่น) คือ เป็น induction ครับเพราะเรา assume ว่าวันพรุ่งนี้กฏของฟิสิกส์จะหน้าตาเหมือนเดิม(even if you put time dependent law of physics all you can test is law of physics now and near past but not in the future)
อันนี้เป็นคำเถียงที่ผมว่าตลกดีครับ หลายคนอาจจะงงเวลาผม state มันครั้งแรก แนะนำให้อ่านสามรอบครับ(ผมใส่วงเล็บเพื่อความง่ายครับ)
เพราะว่า(หลักการที่ work มาทุกวัน แล้วมันจะ work วันพรุ่งนี้) work มาทุกวัน เพราะฉะนั้น (หลักการที่ work มาทุกวัน แล้วมันจะ work วันพรุ่งนี้) จะต้อง work วันพรุ่งนี้
ควรคิดดูเล่นว่ามันผิดยังไงก่อนอ่านประโยคต่อไปนะครับ ———–มันผิดเพราะว่าประโยคนี้เขียนแบบให้เห็นชัด ๆ ได้ว่า Assume A is ture therefore A is true. คือคุณจะพิสูจน์ induction ด้วยการใช้ induction ไม่ได้เพราะในระหว่างนั้นคุณต้อง assume ว่า induction ใช้งานได้ ไม่งั้นคุณพิสูจน์ไม่ได้
แต่สิ่งที่คิดว่า เป็นบทเรียนสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่ามันคืออะไรหรอกครับ แต่เป็นบทเรียนว่า สิ่งที่ผมคิดว่าผมรู้จริง ๆ แล้วผมไม่รู้ หรืออีกนัยหนึ่งพูดได้ว่า ผมแทบไม่รู้อะไรเลย
คุณอาจจะถามว่า รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย มันน่าดีใจยังไง ผมดีใจแหละครับ มันเป็นของเตือนสติอยู่เสมอว่า ผมไม่รู้อะไรเลย ทำผิดได้ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ฟังคนอื่นให้เข้าใจ ถามโง่ ๆ ตรง ๆ ไปไม่ต้องไปอายว่าใครจะมาหาว่าเราโง่ (ก็เราโง่นี่หว่า) ปัญหาโง่ ๆ มันมักจะ fundamental เป็นส่วนใหญ่ (บางคนเรียกว่า ปัญหากวนประสาท เพราะว่า ตอบไม่ได้แล้วอารมณ์เสีย)
ผมว่าบทเรียนว่าผมไม่รู้อะไรเลยเนี่ยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ผมเคยเรียนรู้มาเลยครับ ผมกะว่าเวลาผมเอาไปสอน สองคาบสุดท้ายจะสอนนักเรียนเรื่องนี้ครับ ชอบให้นักเรียนรู้สึกงง ว่าแกเอาตังค์ค่าเรียนฉันไปทั้งเทอมหลอกให้ทำข้อสอบแล้ววันสุดท้ายแกมาบอกว่าที่แกสอนนะ่เชื่อไม่ได้ น่าสนุกดีครับ ผมว่ามันน่าจะเป็นบทเรียนที่ควรสอนนักเรียนวิทยาศาสตร์นะครับ ว่าจริง ๆ แล้วเค้ารู้อะไร จะได้ไม่หยิ่งดูถูกคนสาขาวิชาชีพอื่นว่าโง่ คิดเลขไม่เป็น พล่ามบ้าอะไรทั้งวัน หัดไปศึกษาอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้านบ้าง
7 comments March 30th, 2007