Archive for March, 2007

รู้สึกดีที่ได้รู้ ภาค 1

ตอนแรกกะจะรวมบทความสามอันในอันเดียวแต่เขียนไม่ไหวครับ

สิ่งที่ผมคิดว่าคุ้ม และผมรู้สึกดีที่สุดที่ได้เรียน ไม่ได้เกี่ยวกับ ฟิสิกส์ หรือ เลข หรือ คอมพิวเตอร์โดยตรง แต่กลับเป็นสิ่งที่มาจากวิชาที่ ผมไม่อยากลง และโดนบังคับลง เพราะไม่ลงไม่จบ ชื่อวิชาอะไรแถว ๆ intro to philosophy อะไรแบบนี้ ผมจะบอกถึงสิ่งที่ผมจะว่าก่อน แล้วผมจะบอกว่าบทเรียนที่สำคัญที่สุดคืออะไร

สิ่งที่ผมว่าคุ้มที่สุดที่ได้เรียนมีชื่อว่า The Problem of Induction พูดง่าย ๆ คือ ปัญหาถามว่า

คุณสรุปได้ยังไงว่าพระอาทิตย์ จะขึ้นพรุ่งนี้ based on the fact that พระอาทิตย์ขึ้นมาทุกวัน????

ผมได้ยินครั้งแรกผมก็เห็นได้ทันทีว่า คนใช้ argument นี้สามารถทำความรู้วิทยาศาสตร์(ยกเว้นคณิตศาสตร์ แต่เลขก็มีปัญหาอื่นเช่นกัน)ที่เราสร้างมานานมาก ๆ พังทลายหมดเลย ให้คิดเองก่อนสองนาทีครับว่าความลึกซึ้งของคำถามนี้มันอยู่ไหน
.
.
.
คิดออกหรือคิดไม่ออกผมก็จะพูดต่อแล้วครับ ถ้าคิดไม่ออกไม่ต้องเสียใจครับ จากการ survey คนหลายคน หลายคนคิดว่าปัญหาไร้สาระงี่เง่าว่างงานไม่มีอะไรทำหรอ เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจครับที่มองไม่เห็น ความลึกซึ้งของคำถามนี้อยู่ที่ว่า นี่คือวิธีที่เราได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์(อันนี้เถียงได้ครับ) ลองคิดถึงคำถามที่เค้าถามก่อนนะครับ

ว่าเวลาคนถามว่า รู้ได้ไงว่าพระอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้ เราก็มักจะตอบว่า ก็มันขึ้นมาทุกวันอ่ะ ถามอะไรบ้าบ้า แต่ถ้าถามต่ออีกว่า แล้วขึ้นมาทุกวันแล้วมันเกี่ยวอะไรกับวัันพรุ่งนี้ล่ะ อาจจะเริ่มอึ้งได้ ตอนนี้คำตอบสุดฮิตมีสองอันครับ

1) งั้นเอาอย่างนี้ละกัน แกรู้จัก กฏของ newton ใช่ป่ะถ้าแกไปคิดเลขมานะแกะจะพิสูจน์ได้ อืมใช่ แต่แกรู้ได้ไงล่ะว่า กฏของนิวตันมันจะworkวันพรุ่งนี้
2) ก็มันขึ้นมาทุกวันไง พรุ่งนี้มันก็เหมือนเดิม

สองอันนี้มันก็เจอปัญหาเดิม นั่นคือ คุณรู้ได้อย่างไรว่าทฤษฏีคุณจะใช้ได้เหมือนเดิมในวันพรุ่งนี้ (การสรุปโดยใช้เหตุผลว่ามันเกิดขึ้นมาทุกวันแล้วมันจะเกิดในวันพรุ่งนี้เรียกว่า induction ครับ(สำหรับคนที่รู้จัก mathematical induction, mathematical induction มันเป็น deduction ครับ)) Process ของการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์(เหมือนเดิมยกเว้นคณิตศาสตร์ซี่งมีปัญหาอื่น) คือ เป็น induction ครับเพราะเรา assume ว่าวันพรุ่งนี้กฏของฟิสิกส์จะหน้าตาเหมือนเดิม(even if you put time dependent law of physics all you can test is law of physics now and near past but not in the future)

อันนี้เป็นคำเถียงที่ผมว่าตลกดีครับ หลายคนอาจจะงงเวลาผม state มันครั้งแรก แนะนำให้อ่านสามรอบครับ(ผมใส่วงเล็บเพื่อความง่ายครับ)
เพราะว่า(หลักการที่ work มาทุกวัน แล้วมันจะ work วันพรุ่งนี้) work มาทุกวัน เพราะฉะนั้น (หลักการที่ work มาทุกวัน แล้วมันจะ work วันพรุ่งนี้) จะต้อง work วันพรุ่งนี้
ควรคิดดูเล่นว่ามันผิดยังไงก่อนอ่านประโยคต่อไปนะครับ ———–มันผิดเพราะว่าประโยคนี้เขียนแบบให้เห็นชัด ๆ ได้ว่า Assume A is ture therefore A is true. คือคุณจะพิสูจน์ induction ด้วยการใช้ induction ไม่ได้เพราะในระหว่างนั้นคุณต้อง assume ว่า induction ใช้งานได้ ไม่งั้นคุณพิสูจน์ไม่ได้

แต่สิ่งที่คิดว่า เป็นบทเรียนสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่ามันคืออะไรหรอกครับ แต่เป็นบทเรียนว่า สิ่งที่ผมคิดว่าผมรู้จริง ๆ แล้วผมไม่รู้ หรืออีกนัยหนึ่งพูดได้ว่า ผมแทบไม่รู้อะไรเลย

คุณอาจจะถามว่า รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย มันน่าดีใจยังไง ผมดีใจแหละครับ มันเป็นของเตือนสติอยู่เสมอว่า ผมไม่รู้อะไรเลย ทำผิดได้ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ฟังคนอื่นให้เข้าใจ ถามโง่ ๆ ตรง ๆ ไปไม่ต้องไปอายว่าใครจะมาหาว่าเราโง่ (ก็เราโง่นี่หว่า) ปัญหาโง่ ๆ มันมักจะ fundamental เป็นส่วนใหญ่ (บางคนเรียกว่า ปัญหากวนประสาท เพราะว่า ตอบไม่ได้แล้วอารมณ์เสีย)

ผมว่าบทเรียนว่าผมไม่รู้อะไรเลยเนี่ยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ผมเคยเรียนรู้มาเลยครับ ผมกะว่าเวลาผมเอาไปสอน สองคาบสุดท้ายจะสอนนักเรียนเรื่องนี้ครับ ชอบให้นักเรียนรู้สึกงง ว่าแกเอาตังค์ค่าเรียนฉันไปทั้งเทอมหลอกให้ทำข้อสอบแล้ววันสุดท้ายแกมาบอกว่าที่แกสอนนะ่เชื่อไม่ได้ น่าสนุกดีครับ ผมว่ามันน่าจะเป็นบทเรียนที่ควรสอนนักเรียนวิทยาศาสตร์นะครับ ว่าจริง ๆ แล้วเค้ารู้อะไร จะได้ไม่หยิ่งดูถูกคนสาขาวิชาชีพอื่นว่าโง่ คิดเลขไม่เป็น พล่ามบ้าอะไรทั้งวัน หัดไปศึกษาอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้านบ้าง

7 comments March 30th, 2007

คำฟ้อง คุณพจมาน

อ่านแล้วเห็นว่า ไร้สาระมากเลยอ่ะครับ เอาสั้น ๆ นะครับ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9500000034910

อ่านแล้วพบว่า คำฟ้องทั้งหมด มีอยู่ที่การตีความว่า

ถ้า replicate ธุรกรรมทางการเงิน(ทำการโอนหุ้นและเงินโดยสุดท้ายแล้วทุกคนได้/เสีย หุ้นและเงิน เท่าเดิม)ได้โดยเสียภาษีเยอะขึ้น แปลว่าเลี่ยงภาษี

อันนี้ งี่เง่ามากครับ เพราะถ้าตีความแบบนี้ ทุกคนเลี่ยงภาษีหมดแหละครับ หรือ ถ้าใช้ logic เดียวกัน ถามว่า ถ้า replicate ธุรกรรมได้โดยไม่ต้องเสียภาษี แล้วแปลว่า สรรพากรจะต้องคืนภาษีหรือไม่ การตีความแบบนี้ผมเรียกว่าขูดรีดภาษีมากกว่าเก็บภาษีอีกครับ

และการตีความการแจ้งความเท็จคือ รวยแล้วรับโดยเสน่หาไม่ได้ ??

อันนี้ไม่เกี่ยวกับคำฟ้อง แต่สงสัยว่า
ไอ้โอนหุ้นนี่มันสิบปีมาแล้วนะครับ มันเกี่ยวอะไรกับ เหตุผลการยึดประเทศเนี่ย ไม่ได้ล้อเล่น เค้าโอนกันปี 40 ฟ้องกันปี 50 คงตัดสินเสร็จปี 55

2 comments March 27th, 2007

ว่าด้วยเงินเดือนทหาร

เห็นมีหลายคนสงสัยครับ ว่า ทำไมทหารมีเงินเก็บเป็นพันล้านได้ ผมเอามาคำนวณให้ดูครับว่าเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้

เริ่มที่สมมติฐานนะครับ
1) ทหารไม่ได้มีเงินที่ได้รับจากมรดก ซี่งไม่ค่อยจริงเท่าไหร่ เพราะทหารนั้นส่วนมากจะเป็นครอบครัวทหาร
2) ต่อให้ด้วยว่า ทหารไม่ต้องใช้เงินกินข้าวไม่ต้องซื้อรถไม่ต้องใช้เงินทำอะไรเลย และนำไปฝากแบ้งค์ทุกเดือนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่มากเป็นประวัติการณ์ 10% ต่อปีและไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย(เพื่อความง่ายต่อการคิดเลข ผมต้องการแค่ upper bound เท่านั้น) สมัยยุคคุณชาติชาย ทุกเดือน
3) แต่สมมติด้วยว่า ทหารไม่ได้นำเงินไปลงทุนอย่างอื่น
4) เป็นทหารมา 40 ปีแล้ว
5) ใช้อัตราเงินเดือนทหารปี 35 ขั้นสูงสุด 44,160 บาท ตามพ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการทหาร2535(หาใหม่กว่านี้ไม่เจอ) อ้างอิง ตั้งแต่เข้ารับราชการ(ไม่สมเหตุสมผลสุด ๆ อันนี้ต่อให้สุดตัวแล้ว นอกจากจะต้องเริ่มจากตำแหน่งต่ำ ๆ แล้วอัตราเงินเดือน 40 ปีก่อนมันน่าจะน้อยกว่านี้ (และนั่นคือส่วนที่ contribute กับคำตอบเยอะมากด้วยดอกเบี้ยปีละ 10% คิดดูว่า 40 ปีเนี่ยจะกลายเป็นเงินมากกว่า 45 เท่า [1.1^40=45]))

มันทำ close form ได้แต่ขี้เกียจครับเขียน code เอาเลย มาดูสิว่าตอนนี้เค้าจะมีเงินเท่าไหร่ น่าเอาไว้เป็นโจทย์ถามเด็กมัธยมนะเนี่ย โอ๊ะแต่ไม่ได้เดี๋ยวเด็กมัธยมเค้ารู้ความจริง :)

ก่อนอื่นเพื่อความง่ายต่อชีวิตผมนะครับ ผมทำ 10%ต่อปี ให้เป็นรายเดือนก่อน

นั่นคือต้องแก้หา R จากสมการ 1+0.1 = (1+R)^12 ได้มาว่า R=0.007974140429 –>ประมาณ 0.8% ต่อเดือน

และนี่คือ code ครับผมเขียนใน maple

และคำตอบคือ 245 ล้านกว่า ๆ แล้วเงินเป็นพันล้านของนายทหารทั้งหลายนั่นมาจากไหนล่ะครับ

ถึงตรงนี้ จะย้อนกลับไปที่สมมติฐานข้อหนึ่งนะครับ ว่าทหารไม่ได้รับมรดก มาลองดูว่า ถ้าทหารจะมีเงิน 1000 ล้าน จะต้องมีมรดกอย่างน้อยเท่าไหร่ คิดตามเดิมนะครับว่า ฝากเงิน 40 ปีที่ดอก 10% จะได้เงิน 45.259 เท่า เพราะฉะนั้น ถ้าทหารจะมีเงิน 1,000 ล้าน มรดกจะต้องไม่ต่ำกว่า 750/45=16.67 ล้าน ลองเทียบเป็นเงินปัจจุบันอย่างคร่าว ๆ นะครับนั่นก็คือ เมื่อสมัยนั้นข้าวจานละบาท(ห้าสิบสตางค์) ตอนนี้ข้าวจานละ 30 บาท เพราะฉะนั้น 16ล้านเทียบความรวยเป็นปัจจุบันได้ว่า 60*16.70 = 1000 ล้าน โอ้แปลว่าตระกูลเค้า(สมมติว่าลูกคนเดียว)ต้องรวยระดับเศรษฐีพันล้านปัจจุบัน เมื่อสี่สิบปีก่อนเชียวนะครับ

คราวนี้ ลองมาดูแบบสมเหตุสมผลขึ้นโดยไม่ได้ดูแค่ที่ upper bound แล้วจะมีเงินประมาณเท่าไหร่
เปลี่ยน Assumption ดังนี้ครับ
1) เหมือนเดิมทหารไม่ได้รับมรดก
2) เริ่มเข้าเป็นทหาร รับเงินเดือน 7800 ทำสามสิบปีได้เงินเดือนขั้นสูงสุด โดยเงินเดือนขึ้นทุกเดือน เดือนละ 101 บาท(หลังจาก 30 ปีจะ 44,xxx พอดี)
3) ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน คิดว่าเริ่มตั้งแต่ เดือนละ 3000 บาทและขึ้นทุกเดือนจนกระทั่งตอนนี้ค่าใช้จ่ายเดือนละ 18000 บาทด้วยราคาข้าวของที่แพงขึ้น ในช่วง 40 ปี
4) เป็นทหารมา 40 ปี

นี่คือ code ครับ

รวมการประมาณได้ทั้งหมด

26 ล้านเศษครับ

นี่คือลิ้งค์การแสดงบัญชีทรัพย์สินของรัฐบาลนี้ครับ http://webboard.mthai.com/52/2006-12-01/286220.html

ของคุณสุรยุทธ์ 25 ล้านเศษ ซึ่งก็พอดีกับการประมาณอยู่ แต่ของภรรยาคุณสุรยุทธ์ซึ่งเป็นทหารเช่นกันนั้น 65 ล้าน ถ้ามองในแง่ดีก็เค้ารับมาเป็นมรดกหรือไม่เค้าก็ทำธุรกิจส่วนตัวครับ แต่ผมหาบัญชีทรัพย์สินของคุณ สนธิ(บัง) ไม่เจออ่ะครับ

9 comments March 10th, 2007


Calendar

March 2007
M T W T F S S
« Feb   Apr »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

Posts by Month

Posts by Category