Archive for April 8th, 2006

พิษการเมืองส่งผลกระทบจิตใจเด็ก

จาก manager ครับ http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000047378

ประธานโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มศว เผยพิษการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กและเยาวชน ในกรณีที่ในครอบครัวชอบคนละขั้ว หรือสังคมบ้านและสังคมในโรงเรียนชอบแตกต่างกัน แนะใช้วิธี role rehearsal หรือพฤติกรรมสลับบทบาทที่พูดข้อดีของฝ่ายตรงข้ามบ้าง

ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา ประธานโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวถึงความไม่เห็นด้วยทางการเมืองส่งผลถึงคนในครอบครัวโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน บางครอบครัวพ่อแม่ทะเลาะกันเพราะความคิดเห็นไม่ตรงกัน จะทำให้ลูกสับสนว่าจะเชื่อใครดี ส่วนบางครอบครัวมีความคิดเห็นตรงกัน แต่พาลูกไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองด้วย ลูกจะซึมซับภาวะกดดันและเริ่มจะมีความก้าวร้าวขึ้น หากดูตามทฤษฏีเชิงจิตวิเคราะห์จะพบว่าในตัวมนุษย์มีแรงขับอยู่ 2 ตัวคือ ทางเพศและความก้าวร้าว การต่อสู้ทางการเมืองไม่ว่าเราจะสนับสนุนด้านใด แรงขับด้านความก้าวร้าวจะแสดงออกมาเสมอ

เด็กบางคนอยู่ที่บ้านพ่อแม่สนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เมื่อมาโรงเรียนได้ใกล้ชิดกับครูผู้สอน เด็กจะเริ่มเชื่อตามที่ครูบอก ครูหลายโรงเรียนพยายามคุยให้เด็กฟัง โดยไม่ใช้หลักการและเหตุผล แต่จะพยายามโน้มน้าวเด็กให้เชื่อตามที่ตัวครูเชื่อ มาถึงบ้านความคิดจะแตกต่างจากพ่อแม่ เด็กหลายคนใช้คำพูดไม่สุภาพ ใช้ภาษาดุด่าอีกฝ่ายหนึ่ง เด็กจะรับสิ่งเหล่านี้และพร้อมจะเชื่อตามข้อมูลที่เขารับรู้มา และหากเขาได้เข้าไปร่วมในเหตุการณ์ เขาจะยิ่งประทับความเชื่อเหล่านั้นโดยที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นอีกต่อไป

“เด็กเสมือนผ้าขาวพร้อมจะซึมซับสีอื่นมาไว้ในตัวเองเสมอ พร้อมจะรับข้อมูลต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลไหนที่ส่งมาถึงก่อน มีแนวโน้มว่าเด็กจะฝังความเชื่อและยึดอยู่กับข้อมูลนั้น เริ่มจากเด็กในวัย 4 – 5 ขวบเขาพร้อมจะรับทุกอย่างโดยเฉพาะสื่อทางโทรทัศน์ ซึ่งมีทั้งภาพและเสียง เมื่อเด็กได้ยิน ได้ฟังบ่อยๆ จะเกิดเป็นเงื่อนไขการเรียนรู้อย่างไม่รู้ตัว”

ดร.จิตรา กล่าวอีกว่า ในสังคมไทยพร้อมจะเชื่อครู นักวิชาการ โดยเชื่อว่าอาชีพครูคือผู้รู้ แต่เมื่อกลับมาบ้านหากความคิดไม่ตรงกับพ่อแม่ เด็กจะไม่เชื่อพ่อแม่ และเริ่มดูถูกความคิดพ่อแม่ตัวเอง หากความคิดของพ่อแม่ขัดแย้งกับข้อมูลของครูที่โรงเรียน ถ้าครูจะสอนเรื่องประชาธิปไตยให้กับเด็ก ครูต้องสอนเรื่องการฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายที่มีความคิดไม่ตรงกันให้เด็กได้รับรู้และเข้าใจด้วย อยากให้ผู้ใหญ่ทุกคนลองทบทวนดูการกระทำของตัวเองว่า เรากำลังล้างสมองลูกหลาน เด็กและเยาวชนอยู่หรือเรากำลังสอนเรื่องประชาธิปไตยให้พวกเขา บางคนพาลูกไปม็อบแล้วให้เหตุผลว่าสอนเรื่องประชาธิปไตย การพาเด็กเข้าไปเพื่อเรียกร้องอะไรบางอย่างถือว่าผู้ใหญ่กำลังใส่ข้อมูลเพียงด้านเดียว อย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยต้องมีมุมมองหลายด้านและทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือก แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กการเลือกของเขาต้องตามผู้ใหญ่

“อยากแนะนำให้ทำกิจกรรมที่เรียกว่า role rehearsal ซึ่งคือการสลับบทบาท เช่นถ้าเราไม่ชอบใครก็ลองพูดข้อดีของคนที่เราไม่ชอบบ้างว่าเขามีข้อดีอย่างไร สลับกันหาข้อดีในคนที่เราไม่ชอบ จะทำให้เรามีความเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งมากขึ้น ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นในสังคมไทยได้นั้นต้องมีการรับฟังความคิดเห็นที่ต่างกันได้ ถ้าเราให้เด็กๆ หรือเยาวชน แม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่มีความขัดแย้งกันทางการเมืองได้สลับบทบาทในลักษณะนี้ จะทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้น ไม่หมกมุ่นในด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป แต่ต้องไม่ยัดเยียดความคิดต้องให้คนๆ นั้นได้คิดเอง เด็กไทยขณะนี้สับสนแล้วเกิดความย่ำแย่ในจิตใจเพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ผู้ใหญ่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เห็นทั้งสองทาง ไม่ว่าข้อดีหรือข้อเสีย ถึงจะทำให้เด็กเกิดวิสัยทัศน์ที่กว้างและลึก ถ้าเมื่อไหร่ที่เราใส่ความคิดให้เด็กแบบเดียว มันคือการล้างสมองเด็กเชื่อ ซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตย”

Add comment April 8th, 2006

วิธีทำให้เรื่องจบ #2

พันธมิตร รวมหลักฐาน ส่งปปช (คราวนี้น่าจะว่างทั้งสองฝ่ายแล้ว ทักษิณให้คนอื่นรักษาการแทน เรียกมาให้ปากคำได้สบาย)
แล้วเนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ ปปช ลัดคิว โอนคนมาทำคดีนี้ทั้งหมด
ให้ปปช publish ความก้าวหน้าในเรื่องคดี ทุกวัน
แล้วตัดสินกันไปเลย เรื่องไหนถูก เรื่องไหนผิด
หลักฐานไหนจริง หลักฐานไหนเท็จ อันไหนเดา อันไหนจริง
ไม่ต้องมาเล่นแง่ ไม่ต้องมาเดินให้เสียเวลา
ให้เกียรติ คนที่เลือก ทรท
ให้เกียรติ คนที่เลือก no vote
ผมว่า น่าจะ Happy Ending นะครับ :)

Add comment April 8th, 2006


Calendar

April 2006
M T W T F S S
« Mar   May »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

Posts by Month

Posts by Category